กลยุทธ์การลงทุน
ตลาดเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นว่า Fund Flow ที่ไหลเข้ากว่า 90% อยู่ในตลาดตรา
สารหนี้ การออกมาตรการใดๆ จึงไม่น่าจะกระทบต่อตลาดหุ้น ขณะ Fund Flow ยังหนุนหุ้นไทย
ต่อไป กลยุทธ์การลงทุนยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 30% โดยให้ถือหุ้น ADVANC,
BANPU, TOP, PTTAR, ITD, PTTCH และหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์หาก ธปท. ชะลอการ
ขึ้นดอกเบี้ย SPALI, AP, LPN
หุ้น ธ.พ. ต่างประเทศปรับตัวดีขึ้น หลังให้เวลาปรับตัวหลังการประกาศใช้ Basel III
ในวันจันทร์ หุ้น ธ.พ. ทั่วโลกปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า เนื่องจากนักลงทุนลดความกังวล
ต่อการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินในต่างประเทศ ทั้งนี้ภายหลังจากการประชุมของคณะกรรมการ
ธนาคารเพื่อชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Basel) ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีข้อสรุปว่าให้ ธ.พ. ทั่ว
โลก ใช้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ตามมาตรฐาน BIS ที่เข้มงวดขึ้น หรือก้าว
เข้าสู่ Basel III (ประเทศไทยอยู่เพียง Basel II) แม้การประกาศใช้ Basel III จะมีผลทำให้
เงินกองทุนขั้นที่ 1 หรือ 1st CAR ratio (อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์) ของ ธ.พ.
จะต้องลดลง เช่นในส่วนของเงินกองทุน จะไม่อนุญาตให้บันทึกรับรู้ Goodwill ในส่วนของเจ้า
ของ (เงินกองทุน) ขณะที่ทางด้านสินทรัพย์เสี่ยงบางรายการที่เคยมีน้ำหนักความเสี่ยงน้อย หรือ
เป็นศูนย์ จะต้องปรับเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงตามประเภทของสินทรัพย์มากขึ้น เช่น เงินลงทุนต่าง
ประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล จะต้องเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงตาม credit rating เป็นต้น
โดยตามเกณฑ์ Basel III ได้กำหนดให้ ธ.พ. จะต้องดำรง 1st CAR ที่ 7% ซึ่งทำให้ ธ.พ. ใน
แถบประเทศพัฒนาแล้วจะต้องเพิ่มทุนกันอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ทาง Basel ได้ยืดเวลาให้
ธ.พ. ในต่างประเทศ ปรับตัวไปจนถึงปี 2562 หรือมีเวลาอีกประมาณ 8 ปีข้างหน้าในการเตรียม
ตัวที่จะรองรับ Basel III อย่างไรก็ตามจากแหล่งข่าว Boomberg ระบุว่า ธ.พ. ในเอเซียส่วน
ใหญ่มี 1st CAR เกินเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นกังวล เช่นเดียวกับ ธ.พ. ไทย ที่มี 1st
CAR ที่เกิน 12% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำอย่างมาก ทำให้หมดความกังวลต่อการประกาศใช้
Basel III ของประเทศไทยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์กลุ่ม ธ.
พ. ของ ASP ยังอยู่ระหว่างการปรับเพิ่มประมาณการและ Fair Value รายตัว โดยวันนี้เตรียม
ปรับเพิ่ม Fair Value ของ KK ขึ้นเป็น 47 บาท ทำให้มี upside จากราคาตลาดราว 33%
คาดว่าเงินบาทน่าจะเริ่มชะลอการแข็งค่าในงวด 4Q53 เมื่อผ่านพ้นฤดูกาลไปแล้ว
คาดว่าปัญหาเงินบาทแข็งค่า น่าจะสูงสุดในงวด 3Q53 และน่าจะเริ่มชะลอตัวงวด
4Q53 เนื่องจาก 2 ปัจจัยหลักคือ 1) ผ่านพ้นฤดูกาลส่งออก ซึ่งตามสถิติการส่งออกของไทยจะดี
ถึงดีมากในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของทุกปี ตามความต้องการของตลาดโลก และจะอ่อน
ตัวลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปีถัดไป โดยในช่วง 6 เดือน
แรกของปีนี้พบว่ายอดดุลการค้า (ส่งออก หัก นำเข้า) บวกดุลบริการ (ท่องเที่ยว ขนส่ง ดอกเบี้ย
และเงินปันผลรับจากการลงทุน) 2) Fund Flow จะชะลอการไหลเข้าตลาดหุ้นเอเซีย โดยปกติ
จะขายสุทธิในช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปี อันเป็นผลของฤดูกาล (ปกติ Fund Flow จะไหลเข้า
นับจากไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาสที่ 3 และมาทำสถิติสูงสุดในเดือน ก.ย. ของทุกปี) อย่างไรก็
ตาม เป็นที่สังเกตว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศไทยได้ดุลการค้า และดุลบริการ รวม
กัน 2.145 แสนล้านบาท เทียบกับ 4.32 แสนล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อนแล้ว หรือลดลง
ราว 50%yoy เนื่องจากฐานในงวด 6M52 ที่สูงขึ้น อันเป็นผลบวกจากการเริ่มฟื้นตัวของการค้า
โลก หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐ ขณะที่เงินทุนไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ และ
ตลาดทุนรวมกัน รวมในงวดกว่า 8 เดือน มูลค่ารวม 1.64 แสนล้านบาท เทียบกับ 1.30 หมื่นล้าน
บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่าเพิ่มขึ้น 12.5 เท่าตัว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีนี้ Fund
Flow กว่า 90% ของเงินทุนไหลเข้ามาจากตลาดตราสารหนี้แทบทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นผล
มาจากการส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท. นับตั้งแต่ต้น ก.ค. เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตาม
เริ่มเห็นว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มขายตราสารหนี้บ้างแล้วในปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่มีการขายทำ
กำไรในตลาดหุ้นก่อนหน้านี้แล้วในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสรุปเชื่อว่าทั้ง 2 ประเด็น น่าจะ
ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้ในปลายปีนี้ ดังนั้นหากปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติ คาดว่า
ค่าเงินน่าหยุดแข็งในอีกระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นที่ช่วงตลาดปรับฐาน ถึงตรงนั้นนักลงทุน
ก็คงไม่ต้องกังวลว่าทางการจะออกมาตรการอะไรแล้ว
ราคาน้ำมันดิบยืนเหนือ 75 เหรียญฯ ดีกว่าคาด สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกระดับหนึ่ง
แล้ว
วานนี้ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวต่อเนื่องนับจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ยังกังวลต่อ
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวก็ตาม โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex) ฟื้นตัว
เหนือ 77 เหรียญฯต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 เดือน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ ฟื้นตัว
เหนือ 75 เหรียญฯ มาอยู่ที่ 76 เหรียญฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 นับจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำ
ให้ราคาน้ำมันดิบดูไบมีโอกาสยืนเหนือ 73-74 เหรียญฯ ตลอดช่วงที่เหลือของ ก.ย. และอาจจะ
ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งโดยสรุปพบว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจากต้นปีจนถึงปัจจุบันเฉลี่ย
75.83 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงเป็นไปตามสมมติฐานของ ASP ที่กำหนดไว้ 75 เหรียญฯ
และ 80 เหรียญฯ ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ขณะเดียวกันคาดว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยใน
งวด 3Q53 จะอยู่ที่ 4.39 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่างวด 2Q53 ที่เฉลี่ยต่ำเพียง 3.7
เหรียญฯ ต่อบาร์เรล และคาดว่าน่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องในงวด 4Q53 อันเป็นผลของฤดูกาล และจะ
ทำให้ค่าการกลั่นจากต้นปีจนปัจจุบันอยู่ที่ 4.34 เหรียญฯต่อบาร์เรล ยังใกล้กับสมมติฐานในปี
2553 ที่ 4 เหรียญฯต่อบาร์เรล ประกอบกับค่า Spread ของปิโตรเคมี โดยเฉพาะสายอะโรเม
ติกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจต่อยอดของโรงกลั่น ก็มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะแรงกดดันจาก Supply ใหม่ ๆ
ลดลง เพราะโรงงานที่ผลิตไม่คุ้มกับต้นทุนได้ทยอยปิดไป โดยรวมทำให้กำไรในงวด 3Q53 และ
ต่อเนื่องในงวด 4Q53 ของโรงกลั่นจะดีขึ้น เมื่อเทียบกับงวด 2Q53 ฝ่ายวิจัยเลือกหุ้น Top
pick ในกลุ่มปิโตรเลี่ยมคือ BANPU ส่วนหุ้นโรงงกลั่นคือ PTTAR, TOP
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 9:41:05
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น