ไซด์เวย์...ยังไม่กลับเข้าตลาด รอสัปดาห์หน้า
KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยวันศุกร์จะบวกได้ในกรอบแคบ แต่นักลงทุนไม่ควรซื้อถือ
ข้ามสัปดาห์แนะให้รอดูสถานการณ์ ทั้งนี้ปัจจัยบวกจากต่างชาติเข้าซื้อหนักเมื่อวานนี้ ผนวกกับ
กระแสข่าวในกลุ่มธนาคารที่เป็นบวกเชิงจิตวิทยาเล็กๆ ว่าการคุมค่าธรรมเนียมธนาคารนั้นอยู่ใน
บางประเด็นที่กระทบน้อยมากต่อกำไร ส่วนเรื่องอื่นๆ เลื่อนไปเป็นปีหน้า (ดูข่าวด้านล่าง) น่าจะทำ
ให้ดัชนีฯ บวกได้บ้าง อย่างไรก็ดีความกังวลว่า ธปท. จะออกมาตรการคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน
ได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ หลังจากวานนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ ส่งสัญญาณไฟเขียว ธปท. สามารถออก
มาตรการได้ถ้าจำเป็น ซึ่งเมื่อผนวกกับความเปราะบางในแง่ของข่าวสารด้านความมั่นคง และ
เหตุพบระเบิดที่บ่อยกว่าเดิม น่าจะทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง ในวันนี้การขยับขึ้นจะไม่ผ่าน
แนวต้านที่ 926 จุด ส่วนแนวรับมีที่ 916 จุด ด้านปัจจัยภายนอกพบว่าสหรัฐฯ รายงานยอดขอรับ
สวัสดิการว่างงานดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งลดแรงกดดันต่อตลาดแรงงานหลังจากการจ้างงานเดือน
ส.ค. ก็ดีกว่าที่คาด ส่วนสัปดาห์หน้ามีตัวเลขที่มีอิทธิพลต่อตลาดได้แก่ยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. (วัน
ที่ 14 ก.ย.) และดัชนีสำรวจภาคผลิตแถบนิวยอร์ก (วันที่ 15 ก.ย.)
สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น นักลงทุนที่ได้ลดพอร์ตไปแล้วเราแนะนำให้รอดูสถานการณ์
หรือลดพอร์ตอีกในช่วงการปรับขึ้นวันนี้ ในสัปดาห์หน้าหากมีความชัดเจนมากขึ้นว่าไทยไม่จำเป็น
ต้องออกมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ก็จะเป็นสัญญาณกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ส่วนหุ้นเก็ง
กำไรไม่ถือข้ามวันแนะ TMB* (ประเด็นขายหุ้น), PS* และ LPN (ข่าวบวกในแผนธุรกิจและ
ยอด pre-sales ที่ดี) และ ITD (ในฐานะหุ้นรับเหมาที่ขึ้นน้อย)
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
จากการหารือเรื่องการปรับลดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ ระหว่างธนาคารแห่ง
ประเทศไทยและผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ นายฉิม ตันติยาสวัสดิกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายระบบข้อ
สนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์จะปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนเงิน
อิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่างธนาคารเหลืออัตราเดียวคือ 12 บาท สามารถโอนเงินได้ไม่เกิน 2
ล้านบาทต่อรายการ เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม จะมีผลให้ธนาคารพาณิชย์สูญเสียรายได้
100 ล้านบาท ต่อปี ส่วนการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมโดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการใช้บริการ
ตู้ ATM น่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2554 (ที่มา ข่าวหุ้น) ข่าวดังกล่าวไม่ส่งผลเชิงบวก
หรือลบต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ผู้ประกอบการอสังหาฯ ชี้กำลังซื้อในตลาดบ้านหรู และบ้านพักตากอากาศฟื้นตัว โดย
จะเห็นการส่งเสริมกิจกรรมการขายที่มีมากขึ้นในช่วงนี้ หลังจากที่บางโครงการต้องหยุดการขาย
มานานถึง 2 ปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก และการเมืองในประเทศไม่อำนวย เราเห็นความคืบ
หน้าของยอดขายโครงการจากผู้ประกอบการฯ ที่ทำโครงการในตลาดบน เช่น QH* และ
HEMRAJ เช่นกัน ยอดขาย Q Langsuan (3.5 พันล้านบาท 177 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 1.8 แสน
บาทต่อตรม. ขึ้นไป) คอนโดหรูของ QH กระเตื้องขึ้นเป็น 25 ยูนิตใน 8เดือนแรกของปี 53
เทียบกับ 16 ยูนิตใน 7 เดือนแรกของปี 53 นอกจากนี้ QH ยังขายบ้านเดี่ยวไฮเอ็นด์โครงการ Q
House Avenue (6.2 พันล้านบาท 210 ยูนิต ราคาขาย 24-50 ล้านบาทโดยเฉลี่ย) ออกไปได้
5 หลังในเดือนที่เปิดขายโครงการ (ส.ค.) HEMRAJ ขาย The Park Chidlom (6.4 พันล้าน
บาท 218 ยูนิต ราคาขาย 1.2 แสนบาทต่อตรม. โดยเฉลี่ย) ไป 384 ล้านบาทใน 1H53 จากที่
ขายไม่ได้เลยใน 1H52
BECL รายงานปริมาณการจราจรเดือนส.ค.53 เติบโตราว 2.48% YoY แต่ลดลง
1.1% QoQ เป็น 9.8 แสนคัน ต่อวัน ทั้งนี้ปริมาณการจราจรของ BECL มีการฟื้นตัวต่อเนื่อง
หลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.53 เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ
ปริมาณการจราจรของ BECL ในช่วง 2H10 ว่าจะยังมีการเติบโต อย่างไรก็ตามในส่วนของ
อัตราการเติบโตของปริมาณจราจรใน 2H10 คาดจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงเนื่องจากฐานที่
สูงในปีก่อน
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 10:46:31
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น