บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 10/09/53
Trading Strategy
“เลือกซื้อเก็งกำไรเมื่อยืนเหนือ 915”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้กลุ่มแบงค์นำตลาดลง SET Index วานนี้ปิดตลาดที่ 921.49 ลดลง 2.39 จุด
นำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งกังวลกับการที่รมว.คลังให้มีการลดค่าธรรมเนียมในบริการทาง
การเงิน ซึ่งธปท.และแบงค์พาณิชย์มีการหารือกันเมื่อวานนี้ มูลค่าซื้อขายลดลงเป็น 3.7 หมื่นล้าน
บาท นักลงทุนต่างชาติพลิกเป็นซื้อสุทธิ 2.3 พันล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 369 ล้านบาท ส่วน
สถาบันในประเทศและรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติและสถาบันใน
ประเทศทำ Net Short ส่วนรายย่อยเป็น Net Long
• เลือกซื้อเก็งกำไร กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าเรียกร้องให้ธปท.ชะลอ
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้ Gap ระหว่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐ&ยุโรปสูงขึ้น
ซึ่ง Gap ที่กว้างขึ้นจะจูงใจให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาเพิ่มส่งผลให้บาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก ประกอบ
กับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.53 ปรับขึ้นต่อ ด้วยประเด็นเหล่านี้ทำให้หุ้นกลุ่มที่พัก
อาศัยดูโดดเด่นขึ้น เพราะดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นช้าและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้นเป็นปัจจัยบวกกับ
กลุ่มนี้โดยตรงในเชิงกลยุทธ์หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ LPN, SPALI, PS สำหรับกลุ่มสื่อสาร ในวันที่
14 ก.ย.นี้ กทช.จะประกาศรายชื่อบริษัทที่มีคุณสมบัติเข้าประมูลใบอนุญาต 3G และเปิดประมูล
รอบแรก 20-28 ก.ย. ซึ่งขณะนี้ตลาดเชื่อว่า ADVANC จะเป็นบริษัทที่ได้ชนะการประมูลในรอบ
แรก ส่วน DTAC และ TRUE ยังไม่แน่นอนว่าบริษัทใดจะได้รอบแรกและบริษัทใดจะได้รอบที่ 2
ปัจจัยที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ คือ ค่าเงินบาท โดยหากแข็งค่าต่ออย่างรวดเร็วก็อาจทำ
ให้ธปท.ต้องออกมาตรการควบคุมเงินไหล-เข้าออก โดยเฉพาะเงินทุนระยะสั้นที่เข้ามาเก็งกำไร
• กลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ที่แนะนำซื้อไปช่วงก่อนหน้า ได้แก่ AMATA,
ADVANC, ITD, KTB, IVL, STEC,TCAP, PTTAR, BANPU, BH, TVO, TSTH,
TRUE, DTAC, BEC, MCOT, MINT, SCCC, VNG, AH, VNT, LPN, CNT,PHATRA
ให้พิจารณาขายทำกำไรจังหวะปรับขึ้น ส่วนการถือต่อ มีเงื่อนไขว่า SET จะต้องไม่หลุด 915 แต่
ถ้าหลุดควรลดพอร์ตตาม ด้าน SNC, TMT, DCC, MODERN, CSP, TICON เงินเย็นถือลง
ทุนยาวรับปันผล หุ้นเด่นวันนี้เลือก LPN,SPALI, IVL, TUF
Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นต่อ 28.23 จุด...ตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐดีขึ้นแต่ยังเปราะบาง
- ราคาน้ำมันดิบอ่อนลง โดย NYMEX –0.42 US$ มาปิดที่ 74.25 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ลดลง โดยปิดที่ 3.41 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 3.77
US$/bbl
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ปรับขึ้นต่อ โดยปิด +13 จุด มายัง
2988
- ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ร่วงลง โดย –6.60 US$ มาปิดที่ 1,250.90 US$/
ออนซ์
+ ดัชนีราคาถ่านหิน Spot (BJI) สัปดาห์ที่ 2 เดือนก.ย.53 ทรงตัวสูง...เป็นข่าวหนุนหุ้น
BANPU นอกเหนือจากการเข้าซื้อ CEY และการบันทึกกำไรจากการขาย ITM เรายังคงแนะนำ
ซื้อ
•/- นายกฯไฟเขียวให้ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทได้หากจำเป็น
• ลดค่าธรรมเนียมโอนเงินอิเลคทรอนิกส์ระหว่างธนาคารเป็นอัตราเดียว 12 บาท เริ่ม
ตั้งแต่ 15 ธ.ค.53 เป็นต้นไป...ผลกระทบจำกัด
+ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนส.ค.53 เพิ่มเป็น 72.8 สูงสุดในรอบ 28
เดือน...เป็นบวกกับกลุ่มที่พักอาศัย หุ้นเด่น คือ LPN, SPALI, PS
Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : HMPRO 5.9% ของปริมาณซื้อขายในกระดานหลัก
วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ต่ำไม่มากดีต่อการเก็งกำไร” ระยะสั้นสัญญาณทาง
เทคนิคเริ่มเป็นลบเล็กๆ (ทรงตัวเหนือ SMA 10 วัน แต่มีแรงกดจากสภาวะ Overbought +
Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบให้น้ำหนักของการลง แนวต้าน 930-
935 ตัดขาดทุนเมื่อเป็นค่าลบหรือหลุด 900 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม
แนวต้าน 640 หรือ 645 หลุด 620 ให้ตัดขายออกไป กลยุทธ์หลัก : รอซื้ออ่อนตัวแต่เหนือแนวตัด
ขาดทุน หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ AP, LPN, BANPU, LANNA, PTTCH, IVL, STANLY
ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นต่อ 28.23 จุด...ตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐดีขึ้นแต่ยังเปราะบาง
โดยตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สิ้นสุด 4 ก.ย.53 ลดลง 27,000 ราย เป็น
451,000 ราย ดีกว่าคาดการณ์มาก แต่การซื้อขายในตลาดยังเบาบางเพราะนักลงทุนมองว่าการ
ขยายตัวของสหรัฐยังเปราะบาง
- ราคาน้ำมันดิบอ่อนลง โดย NYMEX –0.42 US$ มาปิดที่ 74.25 US$/bbl ส่วน
BRENT –0.70 US$ มายัง 77.47 US$/bbl แม้ EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์
สิ้นสุด 3 ก.ย.ว่าลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล แต่นักลงทุนมองว่าสต็อกน้ำมันดิบโดยรวมยังคงสูงมาก
และประเทศกลุ่มโอเปกปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบในปี 53-54 ลงปีละ 1 แสนบาร์เรลต่อ
วันจากการคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อส.ค.53 เป็น 28.65 และ 28.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ลดลง โดยปิดที่ 3.41 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 3.77
US$/bbl
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ปรับขึ้นต่อ โดยปิด +13 จุด มายัง 2988
- ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ร่วงลง โดย –6.60 US$ มาปิดที่ 1,250.90 US$/
ออนซ์
+ ดัชนีราคาถ่านหิน Spot (BJI) สัปดาห์ที่ 2 เดือนก.ย.53 ทรงตัวสูง โดยเพิ่มเล็กน้อย
0.45 US$/ตันจากสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 93.70 US$/ตัน...การทรงตัวสูงของดัชนีราคาถ่านหิน
เป็นปัจจัยหนุนหุ้น BANPU ในระยะสั้น ส่วน Catalyst ต่อไปจะเป็นเรื่องการประมูลซื้อหุ้น
Centennial Coal (CEY) เพิ่มเป็น 50.1% (ปัจจุบันถืออยู่แล้ว 37%) หากการเข้าซื้อสำเร็จ จะ
ทำให้กำไรสุทธิของ BANPU ในปี 54 เพิ่มขึ้นอีก 16% และมูลค่าหุ้นสูงขึ้น 100 บาท/หุ้น
(ปัจจุบันให้ราคาตามพื้นฐาน BANPU เท่ากับ 700 บาท) ซึ่งจะวันสุดท้ายของการทำคำเสนอ
ซื้อ CEY คือวันที่ 27 ก.ย.53 นอกจากนั้นจะมีบันทึกกำไรจากการขายหุ้น ITM เข้ามาใน
3Q53 ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทด้วย ยังคงคำแนะนำซื้อ
ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
•/- นายกฯไฟเขียวให้ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทได้หากจำเป็น เมื่อวานนี้นายก
รัฐมนตรีกล่าวว่าการที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 31 บาท/US$ ไม่ได้อยู่เหนือจากความคาด
หมาย ซึ่งได้ให้แนวทางกับ ธปท.ไปแล้วว่าสามารถพิจารณาใช้มาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า-ออก
ได้หากมีความจำเป็น โดยขณะนี้แนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งค่าอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะ
แข็งค่าไปถึงระดับ 29 บาทหรือไม่
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : ในช่วงนี้ต้องจับตาค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด หากแข็งค่าต่อ
อย่างรวดเร็วก็อาจทำให้ธปท.ต้องออกมาตรการควบคุมเงินไหล-เข้าออก โดยเฉพาะเงินทุนระยะ
สั้นที่เข้ามาเก็งกำไร ล่าสุดเงินบาทเช้าวันนี้อยู่ที่ 30.82 บาท/US$ แข็งค่าขึ้น 4.8%QTD และ
7.5%YTD โดยหากทางการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นจริงก็อาจส่งผลกระทบ
ต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นให้ซบเซาลงก่อน
• ลดค่าธรรมเนียมโอนเงินอิเลคทรอนิกส์ระหว่างธนาคารเป็นอัตราเดียว 12 บาท เริ่ม
ตั้งแต่ 15 ธ.ค. 53 เป็นต้นไป...ผลกระทบจำกัด เมื่อวานนี้การประชุมร่วมระหว่างธปท.กับ
ธนาคารพาณิชย์มีข้อสรุปว่า จะมีการปรับค่าธรรมเนียมการโอนเงินอิเลคทรอนิกส์รายย่อยระหว่าง
ธนาคารเป็นอัตราเดียวที่ 12 บาทและสามารถโอนได้ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อรายการ (จากเดิมจะ
คิดเป็น 3 อัตรา คือ 12 บาทสำหรับวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท, 40 บาท สำหรับวงเงินเกิน 1 แสน
ถึง 5 แสนบาท และ 100 บาทสำหรับวงเงินเกิน 5 แสนบาทขึ้นไปจนถึง 2 ล้านบาท) โดย
เริ่มตั้งแต่ 15 ธ.ค.นี้ ส่วนโครงสร้างค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะการใช้บริการตู้ ATM คาดว่าจะ
สรุปได้ภายใน 2Q54
…ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ DBSV มองว่าผลกระทบจากประเด็นนี้น้อยมาก แต่ที่ต้องจับตา
คือ การลดค่าธรรมเนียมโอนเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธปท.ซึ่งคาด
ว่าจะได้ข้อสรุปในสิ้นก.ย.นี้ โดยส่วนนี้ทำกำไรคิดเป็น 10% ของกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคาร
พาณิชย์ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์คาดว่าแม้จะมีการปรับลดค่าธรรมเนียมโอนเงินก็จะกระทบ
กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไม่เกิน 5%
+ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนส.ค.53 เพิ่มเป็น 72.8 สูงสุดในรอบ 28
เดือน...เป็นข่าวบวกกับกลุ่มที่พักอาศัย หุ้นเด่น คือ LPN, PS, SPALI ผลการสำรวจ
ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.53 เพิ่มขึ้นเป็น
72.8 จาก 71.4 ในเดือนก.ค.53 และเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 รวมทั้งสูงสุดในรอบ
28 เดือน ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเดือนส.ค.เพิ่มเป็น 98.1 สูงสุดใน
รอบ 5 ปี ปัจจัยหนุน คือ สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่ม GDP Growth ปี 53 เป็น 7.0-7.5% (จาก 3.5-
4.5%) และครม.มีมติขยายระยะเวลาการใช้ VAT ที่อัตรา 7% ออกไป รวมทั้งราคาน้ำมันขาย
ปลีกในประเทศปรับลดลง สำหรับปัจจัยที่ผู้บริโภคกังวล ได้แก่ การเมืองที่ไม่แน่นอน และการแข็ง
ค่าของเงินบาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 12:20:09
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น