Trading Strategy
“รอข่าวใหม่”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้มูลค่าซื้อขายแกร่งแต่ดัชนีขยับขึ้นไม่มาก SET Index วานนี้มีการซื้อขาย
คึกคักมากถึง 6.3 หมื่นล้านบาท แต่ดัชนีผันผวนและปิดตลาดเหลือบวกเพียง 1.62 จุดที่
931.52 ทั้งนี้มีแรงซื้อต่อหุ้น Big Cap ในกลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี (ที่ได้รับประโยชน์จากปัญหา
มาบตาพุดคลี่คลาย) และสื่อสาร แต่มีการขายทำกำไรในกลุ่มอื่นซึ่งปรับขึ้นแรงในช่วงก่อน
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงถึง 3.3 พันล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 500 กว่าล้านบาท ส่วนสถาบัน
ในประเทศและรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติและรายย่อยทำ Net
Long 203 และ 167 ล้านบาท ตามลำดับส่วนสถาบันในประเทศทำ Net Short 370 ล้านบาท
• จับตาดัชนีดาวโจนส์และน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าวันนี้ ระยะสั้นมากตลาดไม่มี
ปัจจัยใหม่ที่มีนัยสำคัญเข้ามาและเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นหลักในต่างประเทศ (สหรัฐ) ปิดทำการเนื่อง
ในวันแรงงาน สิ่งที่จับตาในวันนี้ คือ ดัชนีดาวโจนส์และราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้า
หากบวกดีก็เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นให้ปรับขึ้นต่อได้ ทั้งนี้ Foreign Fund Flow ยังเป็นประเด็น
หลักที่ผลักดันราคาและ SET ให้ปรับขึ้นต่อในช่วงนี้ (แม้ว่า Valuation ของหลักทรัพย์และตลาด
รวมเริ่มเข้าสู่โซนสูงแล้วก็ตาม)
• กลยุทธ์การลงทุน หลังจาก SET ปรับขึ้นมาแล้ว 29%YTD ก็หาหุ้นซื้อเพื่อลงทุน
ใหม่ยากขึ้น เพราะราคาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีก็ได้ปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว สำหรับคนที่มีหุ้นต้น
ทุนต่ำอยู่แล้ว ให้ถือ Let Profit Run ไปก่อน ส่วนการเข้าซื้อใหม่ ควรปรับกลยุทธ์เป็นซื้อ-ขาย
รอบสั้น (ไม่ควรวางใจเพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าเป็นจำนวนมาก) หลักทรัพย์ที่เราแนะนำให้ซื้อไป
ก่อนหน้าและให้ทยอยขายเมื่อราคาปรับขึ้น คือ PTT, PTTCH, SCC, BBL, KBANK, KTB,
SCB, ROJNA ส่วน BANPU, PHATRA, TVO, IVL (Stop loss ถ้าหลุด 20), BH,
TSTH, TRUE, DTAC, MCOT, MINT (Stop loss ถ้าหลุด 11), SCCC, VNG, AH
(Stop loss ถ้าหลุด 13), VNT, LPN, CNT (Stop loss ถ้าหลุด 7) ให้ถือต่อหรือซื้อเพิ่ม
เมื่อราคาอ่อนตัวแต่ไม่หลุดแนว Stop loss ด้าน SNC, TMT, DCC, MODERN เงินเยน
ถือลงทุนยาวรับปันผล การซื้อเก็งกำไรใหม่ มองว่ากลุ่มที่น่าสนใจ คือ หลักทรัพย์ เพราะมูลค่าการ
ซื้อขายที่สูงขึ้นและกำไรจากพอร์ตลงทุนในหุ้นและตราสารอนุพันธ์ทำให้หลายบริษัทจะมีกำไรออก
มาดี หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ PHATRA, KEST, BLS และ KGI
Key Drivers :
• ตลาดหุ้น ตลาดทองคำ COMEX และน้ำมันดิบสหรัฐปิดทำการ เนื่องในวันแรงงาน
• ราคาน้ำมันดิบตลาดลอนดอนปรับขึ้นเล็กน้อย โดย BRENT +0.20 US$ มายัง
76.87 US$/bbl
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ทรงตัว โดยปิด 3.96 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 3.92
US$/bbl
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) บวกต่อเล็กน้อย โดยปิด +5 จุด มายัง
2881
-/• กระทรวงพาณิชย์เล็งลดราคาเหล็ก แบตเตอรี่ สายไฟฟ้า ปุ๋ยเคมี เมื่อบาทแข็งและ
ต้นทุนต่ำลง...กระทบกลุ่มเหล็กไม่มาก เพราะปัจจุบันขายต่ำกว่าราคาแนะนำอยู่แล้ว และราคา
เหล็กขึ้นกับราคาตลาดโลกเป็นสำคัญ
- คณะกรรมการ 4 ฝ่ายนัดประชุมรอบพิเศษ 10 ก.ย.นี้ เพื่อประเมิน 11 ประเภท
โครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ ซึ่งรัฐบาลตัดออกไป 7 ประเภทจาก 18 ประเภทที่
คณะกรรมการฯ เคยเสนอไป
+ มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีกับธุรกิจหลักทรัพย์...แนะนำซื้อ
เก็งกำไร PHATRA,KEST, BLS, KGI
Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : ปริมาณการขายชอร์ตไม่มาก
วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ค่าลบหยุด หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันเลิก” ระยะสั้น
สัญญาณทางเทคนิคเริ่มเป็นลบเล็กๆ (แม้ทรงตัวเหนือ SMA 10 วัน แต่ปิดต่ำ และมีแรงกดของ
สภาวะ Overbought + Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบให้น้ำหนักของ
การลง แต่อาจฝืนปรับขึ้นต่อก่อนลง แนวต้าน 940 หรือ 950 ดัชนีเป็นลบให้ทยอยลดพอร์ต หรือ
อย่างช้าเมื่อหลุด 900 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม แนวต้าน 645-655 ค่าลบให้
ลดพอร์ต หรืออย่างช้าเมื่อหลุด 620 กลยุทธ์หลัก : ขายทำกำไร การซื้อเล่นสั้นๆ ต้องตามด้วย
ค่าบวกหุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ PHATRA, BLAND, ADVANC, TOP, PTTCH,
STANLY
ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ตลาดหุ้น ตลาดทองคำ COMEX และน้ำมันดิบสหรัฐปิดทำการ เนื่องในวันแรงงาน
• ราคาน้ำมันดิบตลาดลอนดอนปรับขึ้นเล็กน้อย โดย BRENT +0.20 US$ มายัง
76.87 US$/bbl นักลงทุนมีความกังวลกับราคาน้ำมันหลังสิ้นสุดฤดูการขับขี่รถยนต์ของสหรัฐ
ในขณะที่สต็อกน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะยัง
คงแกว่งในกรอบแคบไปอีกระยะหนึ่ง
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ทรงตัว โดยปิด 3.96 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 3.92
US$/bbl
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) บวกต่อเล็กน้อย โดยปิด +5 จุด มายัง
2881
+ ญี่ปุ่น : อาจปรับเพิ่ม GDP Growth ในช่วงเม.ย.-มิ.ย.53 เนื่องจากงบลงทุนทาง
ธุรกิจของญี่ปุ่นอยู่ในระดับดีเกินคาด ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่ารัฐบาลจะมีการปรับเพิ่มอัตราการ
เติบโตของเศรษฐกิจในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. 53 เป็น 0.4%QoQ และ 1.5%YoY จากที่เคย
ประกาศไว้ในช่วงก่อนหน้าที่ 0.1%QoQ และ 0.4%YoY อย่างไรก็ตามการขยายตัวของ
เศรษฐกิจตั้งแต่ก.ค.53 เป็นต้นไปอาจชะลอลงเพราะการแข็งค่าของเงินเยน, การขยายตัวที่ลดลง
ของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญคือสหรัฐและจีน และอุปสงค์ในประเทศยังเฉื่อยชา
ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
-/• กระทรวงพาณิชย์เล็งลดราคาเหล็ก แบตเตอรี่ สายไฟฟ้า ปุ๋ยเคมี เมื่อบาทแข็งและ
ต้นทุนต่ำลง โดยขณะนี้กรมการค้าภายในให้เจ้าหน้าที่ทำการศึกษาสินค้าที่ได้รับผลบวกจากค่า
เงินบาทแข็ง และอาจนำไปสู่การปรับลดราคาลง
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : ข่าวนี้อาจเป็นลบในทางจิตวิทยา แต่ผลกระทบที่แท้จริง
คาดว่าจะไม่มาก โดยเฉพาะกับกลุ่มเหล็ก เพราะราคาขายเป็นไปตามทิศทางของราคาเหล็กใน
ตลาดโลกซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มขยับขึ้นตามราคาสินแร่เหล็ก เศษเหล็ก และถ่านโค้กที่เพิ่มขึ้น
ประกอบกับราคาขายเหล็กในประเทศปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาแนะนำของกระทรวงพาณิชย์ สำหรับ
กลุ่มเหล็ก เราแนะนำซื้อสะสม TSTH, ซื้อลงทุน TMT, MCS และถือ SSI ทั้งนี้มองว่าปริมาณ
ขายและราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ 4Q53 เป็นต้นไป
- คณะกรรมการ 4 ฝ่ายนัดประชุมรอบพิเศษ 10 ก.ย.นี้ เพื่อประเมิน 11 ประเภท
โครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ ซึ่งรัฐบาลตัดออกไป 7 ประเภทจาก 18 ประเภทที่
คณะกรรมการฯ เคยเสนอไป และจะติดตามผลความคืบหน้าแผนการแก้ปัญหามลพิษใน
มาบตาพุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทำหนังสือชี้แจงอย่างชัดเจนต่อประชาชนถึงเหตุผลที่ตัด
เหลือเพียง 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ
+ มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีกับธุรกิจหลักทรัพย์ แม้ว่าอัตราค่า
นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในปีนี้จะลดลง 20-30% จากปีก่อนเพราะการคิดอัตราค่าธรรมเนียม
แบบขั้นบันได แต่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
หลักทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ดี และหลายบริษัทมีกำไรจากพอร์ตการลงทุนในหุ้นและในตราสารอนุพันธ์
ด้วย สำหรับมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของปี 53 (YTD) เท่ากับ 2.52 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก
เฉลี่ยต่อวันของปี 52 ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท แนะนำซื้อเก็งกำไร PHATRA, KEST, BLS, KGI
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 07/09/10 เวลา 12:01:15
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น