ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (-) เกิดสัญญาณขายทางเทคนิค หลังจากดัชนีฯวานนี้ ปิดต่ำสุดของวัน (ลงเกือบ 13 จุด
จากระดับสูงสุดของวัน)
• (-) การไถ่ถอนหน่วยลงทุนในประเทศเพื่อล็อคผลกำไร จะส่งผลลบชั่วคราวต่อหุ้นพุ่งแรงปี
นี้ กลุ่ม Domestic Play(แบงก์ ค้าปลีก อาหาร ชิ้นส่วนฯ อสังหาฯ)
• (-) การขึ้นเครื่องหมาย XD ของบจ.ขนาดใหญ่ PTT RATCH BAY KBANK
• (-) ธปท.เข้าแทรกแซงเงินบาทวานนี้ อาจส่งผลต่างชาติชะลอการซอื้ ต่อ
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : ขายเล่นรอบ
คาดดัชนีฯ ลดลง แนวต้าน 937-940จุด แนวรับ 924/917จุด จุดเปลี่ยนวานนี้ คือความเชื่อ
มั่นของนักลงทุนในประเทศต่อทิศทางขาขึ้นของดัชฯนีฯ เริ่มปรับลดลงหลังจากดัชนีฯภาคบ่าย
วานนี้ ดิ่งลงแรงจากการขายหุ้นกลุ่ม Domestic Play(กลุ่มที่มีกำไรสูงสุดปีนี้) ของกองทุนใน
ประเทศ และขายหุ้นเก็งกำไรของนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศ รวมถึง การแตะระดับเป้าหมาย
ทางเทคนิค 940 จุด(สูงสุด 944.64จุด)เรายังคงมองการลดลงของดัชนีฯเป็นเพียงการปรับฐาน
เพื่อขึ้นต่อ (ช้างไทยVs รถนอก) โดยคาดว่า จุดซื้อเล่นรอบใหม่ จะอยู่ที่บริเวณ 910 จุด(+/-5
จุด) แม้ฝรั่งจะยังคงเป็นผู้หนุนดัชนีฯ ด้วยการเพิ่มพอร์ตกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์(PTT PTTCH
BANPU โรงกลั่น) อื่นๆ (SCC)แต่ด้วยสัดส่วนลงทุนเพียง 20% ของตลาดรวม ทำให้เราคาดว่า
การปรับฐานของดัชนีฯจะเกิดขึ้นต่อเนื่องใน1-2วันนี้ นำลงโดยกลุ่มDomestic Play (ธนาคารฯ
รับเหมาฯ บันเทิง ค้าปลีก)
ข่าวดี 1.Liquidity Driven ต่างชาติยังคงไม่หนีไปจากตลาดหุ้นไทย ตราบเท่าที่ค่าเงินบาทยัง
คงมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบดอลล์สหรัฐฯ อิงผลสำรวจ ผจก.กองทุนต่างชาติคงน้ำหนักตลาดหุ้นไทย
สูงสุดในภูมิภาคที่ Slightly Overweight
ข่าวลบ : 1. สัญญาณเทคนิคที่เป็นลบวานนี้ (เปิดสูง ปิดต่ำ) จะส่งผลลบต่อเนื่องในการซื้อ
ขายวันนี้ 2. การขึนเครื่องหมาย XD ของบจ.ขนาดใหญ่ PTT RATCH ฯลฯ
3.เอ็นจีโอนัด10กย.เคลื่อนไหวคัดค้าน11ธุรกิจรุนแรง ขณะที่อานันท์เร่งรัฐฯชี้แจง
ภาพตลาด1-2 สัปดาห์: (Update) แนะนำ ขายเล่นรอบ สำหรับกลุ่ม แบงก์ รับเหมาค้าปลีก และ
ถือ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี สื่อสาร โดยมีจุดซื้อที่บริเวณ 910 จุด (+/-5 จุด) แนวต้าน 945 จุด
(+/- 5 จุด)
กลยุทธ์วันนี้ : ขายเล่นรอบ
วานนี้-หุ้นหนุนดัชนีฯยังคงเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และโรงกลั่น นำโดย PTT PTTEP
PTTAR TOP SCC ส่วนหุ้นฉุดดัชนีฯคือ กลุ่ม Domestic Play เช่น ค้าปลีก CPALL อาหาร
CPF รับเหมาฯ STEC ITD CK อสังหาฯ SPALI LPN วันนี้- TRUE(ประมูล3จี) BLAND
(เทคนิคดี) BLS(วอลุ่มตลาดโตสุดรอบ4ปี)
หุ้นเด่นวันนี้ : 1. ขายเล่นรอบ Domestic Play แบงก์(KBANK KTB BAY) รับเหมา
(STEC CK) ค้าปลีก(CPALL) 2.เก็งกำไรเมื่ออ่อนตัว จากการชะลอซื้อของต่างชาติปิโตรฯ
(PTTCH IVL) โรงกลั่น (IRPC PTTAR) พลังงาน(PTT BANPU)
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค ADVANC AOT PTTCH JTS QH TNH
BLAND/KTB กองทุนฟื้นฟูฯประชุม15กย.เสนอคลังขายหุ้น55% ไม่ต่ำกว่า20บาท/ CPFยัน
บาทแข็งไม่กระทบ/ NNCL เล็งปิดดีลขายหลายร้อยลบ.ใน3Q
*รายงานของ CNS วันนี้: Weekly Commodity (ซื้อ PTT PTTCH BANPU) Telecom
(- ค่าปรับบริการคงสิทธิเลขหมายเพิ่มเป็น1.66แสนบ./วันจาก2หมื่นบวัน)
ปัจจัยและประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาด
1.ปัจจัยบวก :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1. Sectors ที่มีประเด็น
1.1 กลุ่มธนาคารฯ (LT-Overweight: ซื้อเพิ่มเมื่ออ่อนตัว/ถือรับปันผล แม้จะมีปัจจัยลบ
จากกรณีธปท.นัดแบงก์ถกปรับลดค่าธรรมเนียม 9 กย.เริ่มใช้ไตรมาส2/10 ปีหน้า คาดว่าจะ
กระทบรายได้ 1 หมื่นล้านบาท แต่เราคงคำแนะนำ อ่อนตัวซื้อสะสม(บริเวณดัชนีฯ 910 จุด) จาก
แนวโน้มกำไรกลุ่มธนาคารฯยังคงเติบโตสูงต่อเนื่อง เพราะสามารถคงส่วนต่างดอกเบี้ยรับ ใน
ระดับสูง และสินเชื่อเติบโตตามเศรษฐกิจ) แนะนำ KBANK BBL BAY ขึ้น XD สัปดาห์นี้ และ
KTB SCB (Laggard Play)
1.2 กลุ่มค้าปลีก (LT-Neutral : Good Fundamental support but upside is
limited) : คาดราคาหุ้นดิ่งลงแรงจากการขาย One-time Profit taking ของกองทุนในประเทศ
มากกว่าจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ดังนั้น คาดลงต่อ แต่มีจุดซื้อที่บริเวณดัชนีฯ 910 จุด แนะ
นำ ซื้อที่แนวรับ CPALL HMPRO BJC BIGC จากดัชนีเชื่อมั่นผูบ้ ริโภค เดือน สค.คาดเพิ่ม
ขึ้นเป็นเดือนที่4ติดต่อกัน
1.3 กลุ่มขนส่ง (LT-Overweight: Top pick: AOT RCL) สำหรับการลงทุนเฉพาะ
สัปดาห์ แนะนำซื้อเล่นสั้นBECL จากคาดรายงาน Traffic Volume ดีขึ้น (ระยะยาว Neutral)
และ THAI 15 กย.นี้ เตรียมเคาะราคาหุ้นเพิ่มทุน (โดยเปิดจองผ่าน BBL, KTB) ส่วน BTS ซื้อ
เพิ่มเมื่ออ่อนตัว จากข่าวการเพิมทุน PP รอบใหม่ และปรับพาร์เป็น 0.64 บาทจากเดิม 1 บาท
เพื่อล้างขาดทุนสะสม
1.4 กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มเกษตรส่งออก (LT-Neutral: Top Pick HANA SMT
TUF TVO GFPT) ลงตามคาด และคาดราคาหุ้นสัปดาห์นี้ยังคงอ่อนตัวต่อเนื่อง จากแนวโน้ม
เงินบาทเทียบสกุลดอลล์สหรัฐฯยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลังทางการส่งสัญญาณไม่เข้าแทรก
แซง ทั้งนี้ กลุ่มชิ้นส่วนฯจะมีปัจจัยลบเพิ่มเติม จากวิตกแนวโน้มคำสั่งซื้อครึ่งหลังปีนี้ อาจชะลอลง
ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯเราแนะนำขึ้นทยอยขายทำกำไร สำหรับ CCET ซึ่งคาดว่า
จะรายงานยอดขายเดือน สค. สูงขึ้น แต่มาร์จิ้นของ CCET 3Q10 ยังคงถูกกดดัน ส่วนกลุ่มไก่
GFPT CPFดิ่งลงจากวิตกมาร์จิ้นในไตรมาสต่อไปจะแคบลงจากต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งขึ้น ทั้งนี้
จังหวะซื้อรอบใหม่ของหุ้นกลุ่มนี้ ควรติดตามสัญญาณการแทรกแซงเงินบาทของทางการรอบ
ใหม่ ซึ่งเราคาดว่าจะเกิดขึ้นหากเงินบาท/ดอลล์สหรัฐฯต่ำกว่า 31บาท/US$
1.5 BLA ราคาเป้าหมาย 43 บาทแนะนำซื้อ คาดคลังเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการ
ประกันภัยให้ผู้สูงอายุ เพิ่มค่าลดหย่อนประกันแบบบำนาญเป็น 2 แสนบาท (ยอดขายกรมธรรม์
ใหม่อาจจะปรับตัวขึ้นกว่าคาดการณ์)
2. มาบตาพุต: หลังปลดล็อคจากศาลฯ ส่งผลโรงงานส่วนใหญ่เตรียมเดินเครื่องเชิงพาณิชย์
1-2 สัปดาห์นี้
3. ธปท.อาจจะมีการการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP 2Q10 จากแรงหนุน มาบตาพุตเดิน
หน้าได้ กระทรวงอุตฯ จะหารือเอกชนสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าโครงการต่างๆจะเดินหน้าต่อได้ใน 2
สัปดาห์หน้า
4. XD บจ.ที่น่าสนใจ วันที่ 7 กย. BAY 0.22 บ. BCP (BCPDR1) 0.50 บ. KBANK
0.50 บ. PTT 4.75 บ. RATCH 1.1 บ. 9 กย. BBL 1.50 บ. 10 กย. DRT 0.18 บ.
5. Nomura เผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ ล่าสุด (สิ้นสุด 31 สค.) ปรับเพิ่ม
น้ำหนัก Asset class กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นครั้งแรก เป็น Slightly Overweight เท่ากับ
ตลาดหุ้น (Equities) และเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกลดน้ำหนักลง เป็น Neutral เมื่อ
เดือน เมย./ CNS view เราแนะนำ เพิ่มการลงทุนหุ้นกลุ่ม Hard commodity เฉพาะ BANPU
(M&A ราคาเป้าหมาย 771 บาท) PTT( Highest benefit from new weighting of Fund
survey as the highest market cap. stock ราคาเป้าหมาย 365 บาท) และกลุ่มปิโตรเคมี
PTTCH(new capacity expansion ราคาเป้าหมาย 137 บาท) IVL(M&A, Consensus
THBxx )จากคาดว่า ความเสี่ยงขาลงมีจำกัด เนื่องจาก กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อ
กิจการ หรือความชัดเจนของกรณีมาบตาพุตส่วนกลุ่มโรงกลั่น และกลุ่มน้ำมัน (PTTAR TOP
PTTEP)คงคำแนะนำ เก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น(ขึ้นแรงต่อ ควรพิจารณาขายทำกำไร) เนื่องจาก
ทิศทางราคาน้ำมันดิบยังคงมีขาขึ้นจำกัด เนื่องจากการฟ้นื ตัวของเศรษฐกิจโลก(โดยเฉพาะ
G3) ที่ Nomura มองว่ามีความเปราะบางและยังมีสัญญาณของการชะลอตัวของรายงานกำไร
เห็นได้จากใน2Q10ราคาน้ำมันดิบลดลงจากเฉลี่ย $83.3/bbl เป็น$76.6/bbl (-8% q-q) ส่งผล
ให้กลุ่มโรงกลั่นมีผลขาดทุนทางบัญชีจากสต็อกน้ำมัน ขณะที่ในสองเดือนล่าสุด เดือน กค.-สค.
ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงจาก$79.96/bbl เป็น $73.59/bbl (-8% QTD) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ
กำไร 3Q10F
6. ผลสำรวจฯ สำหรับตลาดหุ้นภูมิภาค พบว่ามีการเพิ่มน้ำหนักลงทุน Develop EU
จาก Neutral เป็นSlightly overweight ส่วนในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (Asia Ex-Japan) แม้จะ
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักลงทุน แต่มีการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน และลดน้ำหนัก
ลงทุนในตลาดหุ้นจีน นิวซีแลนด์ลง ส่วนไทย ในสายตาผจก.กองทุนต่างชาติ ยังคงมีน้ำหนักลงทุน
สูงสุดในเอเชียที่ระดับ Slightly Overweight เท่ากับ อินโดนีเซียฮ่องกง และ อินเดีย
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1) US-คาดมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ จากถ้อยแถลงปธน.โอบามา วันที่ 10 กย.
ตลาดคาดว่าจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับ มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นมาตรการใหม่
(คาดว่าจะมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์) โดยเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติก่อนจะมีการเลือกตั้ง
สภาครองเกรสในวันที่ 2 พย. ทั้งนี้มาตรการส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลดหย่อนภาษีให้กับภาคธุรกิจ
เพื่อช่วยเหลือในการสร้างงาน, การขยายมาตรการลดหย่อนภาษีให้ครอบคลุมถึงชนชั้นกลาง, การ
ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ, การเพิ่มการลงทุนในพลังงานสะอาด และการเพิ่มการลงทุนใน
การวิจัยและพัฒนา
2) Fund Flow ลบต่อตลาดหุ้นสำคัญ แต่บวกกับตลาดหุ้น เกิดใหม่ในเอเชียรวมไทย
Nomura ออกรายงานFund flows ประจำสัปดาห์ (ระหว่าง 26 สค.-1 กย.) นักลงทุนต่างชาติยัง
คงขายสุทธิตลาดหุ้นทั่วโลกรวมกันประมาณ -$6.78Bn แต่ดัชนี MSCI all world index เพิ่ม
ขึ้น 3.4% w-w และตลาดหุ้น Asia ex JP เริ่มมีเงินทุนไหลออกสุทธิ โดยเฉพาะไต้หวัน จีน
ออสเตรเลีย ส่วนไทย นักลงทุนต่างชาติ และ Mutual fund ยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิสูงสุดในกลุ่ม
TIP +$224mn
2.ปัจจัยลบ :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1) กลุ่มผู้ฟ้องคดีมาบตาพุดเตรียมข้อมูลขออุทธรณ์ศาล ภายใน 15 วัน นายสุทธิ อัชฌาศัย
1 ในผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด หารือชาวบ้าน เมื่อวันที่ 5 ก.ย และอาจจะ นำประชาชนปิดล้อมมาบตา
พุด บีบรัฐยกเลิกประกาศ 11กิจการรุนแรง ส่วนอานันท์ กังขากรณีบอร์ดสิ่งแวดล้อมตัด 7
ประเภทกิจการรุนแรง เหลือ 11 ประเภท โดยจะมีการจัดหารือคณะกรรมการ 4 ฝ่าย 10 กย.นี้
แนะรัฐเร่งสร้างความกระจ่าง
2) การเมือง 1.วิตกต่อเหตุการณ์รุนแรงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน กย.-ตค. ล่าสุดศอฉ.สั่ง
เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัย ดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่ 454 จุดเสี่ยงทั่วกทม. 2.
วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี54 ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ และลงมติวันที่ 7 กย. 3.เรืองไกร ยื่น
ปปช.ตรวจสอบ 253 สส โหวตเห็นชอบร่างพรบ.งบประมาณ 2554 สอดไส้ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ส่อ
ขัดรธน.มาตรา 168
3) สัญญาณของการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มเกิดขึ้น แต่ยังอยู๋ในระดับต่ำ นักค้าเงิน
เผยค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น 0.5% อยู่ที่ 31 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 เดือน
แม้ว่ามีการแทรกแซงเพื่อซื้อดอลลาร์จาก ธปท. โดย ธปท.กำลังเสนอซื้อดอลลาร์ที่ระดับต่างๆใน
ช่วงการซื้อขายนี้ แต่ทำได้แค่ทำให้ช่วงขาขึ้นทรงตัวเท่านั้น ขณะที่มีการเทขายดอลลาร์ทั่ว
เอเชีย แม้ว่ามีข้อมูลการจ้างงานในเชิงบวกเมื่อวันศุกร์ สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ล่าสุดของ นาง
สุชาดา กิระกุล ผู้ชวยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้าง
มากแล้ว และจะให้แข็งไปกว่านี้อีกคงไม่ใช่ คิดว่าช่วงนี้น่าจะเคลื่อนไหวในระดับนี้ได้ หรือมี
โอกาสที่จะอ่อนค่าลงไปกว่านี้อีกก็ได้” พร้อมทั้งอาจจะออกมาตรการสกัดเงินไหลเข้า ถ้าบาทแข็ง
ค่าเร็วและมีผลกระทบในวงกว้าง ตามอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มงัดมาตรการคุมเข้มทุนไหล
เข้าแล้ว อาทิมาตรการเก็บภาษีกำไรจากการนำเงินเข้ามาลงทุน หรือห้ามขายตราสารหนี้ภายใน
เดือนแรกที่ซื้อ
4) กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับบน ศุนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ชี้ตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนปีหน้าหดตัว เหตุ
คอนโดกลางเมืองยังคงเป็นทางเลือก และครัวเรือนที่มีรายได้สูงจะขยายตัวไม่มาก
5) พาณิชย์สบช่องบาทแข็ง เล็งบีบกลุ่ม เหล็ก แบตเตอรี่ สายไฟ ปุ๋ยเคมี ลดราคา หากต้น
ทุนวัตถุดิบต่ำลง
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1. มูดี้ส์ หนุนจีน ในการออกกฏเกณฑ์ใหม่ควบคุมระบบบัญชีธนาคารฯ ซึ่งกำหนดให้
ธนาคารต่างๆรวมสินทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์การจัดการด้านความมั่งคั่งเข้าไว้ในงบดุล
บัญชีขณะสิ้นปี 2011 และกำหนดให้กันสำรองหนี้เสียและทุนต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเกี่ยวกับ
ผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารความมั่งคั่งของธนาคาร“สินทรัพย์เหล่านี้ยังคงอยู่นอกงบดุลจนถึงขณะ
นี้ โดยกฏระเบียบ ใหม่จะกำหนดข้อห้ามในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลังการห้ามระยะ 1 เดือนเริ่ม
ขึ้นเมื่อต้น เดือนก.ค. ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงของธนาคารต่างๆมีความโปร่งใส
และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
2. สัปดาห์นี้ จะมีการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ และคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย อีก
0.25% คาดส่งผลให้ค่าเงินเอเชียแข็งค่า แต่ในทางตรงข้ามอาจจะมีผลต่อการวิตกต่อต้นทุนการ
เงิน
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 07/09/10 เวลา 11:26:28
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น