Market Recap and Trend: SET มีแนวโน้มปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 925-928 จุด
ตามการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาน้ำมัน
แม้ว่าตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ได้ปรับตัวสูงขึ้นวานนี้ แต่ SET กลับเคลื่อนไหว
ผันผวนในช่วงระหว่างวัน จากปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการตัดสินกรณีโครงการที่
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม SET สามารถปิดสูงขึ้น 0.14% ที่
920.54 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 47,831 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ
ต่อเนื่อง 3,283 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะปรับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ
925-928 จุด โดยมีปัจจัยบวกมาจากตลาดหุ้น Dow Jones และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น รวมถึง
ยังมีกระแสการไหลเข้าของเงินทุน โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา Dow Jones ปรับสูงขึ้น 0.49% ด้วย
มูลค่าซื้อขายเบาบาง เนื่องจากรอการประกาศตัวเลขการจ้างงานคืนนี้ สำหรับประเด็นการลงทุน
เขตมาบตาพุด ศาลฯ ตัดสินเพิกถอนใบอนุญาตเพียง 2 โครงการจาก 76 โครงการ คือ โครงการ
โรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์ ของ PTTCH และโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิคคอลไรด์ ของ
TPC เท่านั้น ในขณะที่โครงการอื่นๆ อีก 74 โครงการสามารถดำเนินการผลิตได้เลย ซึ่งถือว่า
เป็นปัจจัยบวกในเชิง Sentiment ของตลาดในระยะสั้น
Investment Strategy: เลื่อนจุด Trailing Stop มาที่ 908 จุด แนะนำให้ถือหุ้นกลุ่มธนาคาร
ต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มพลังงานยังเน้น BANPU เป็นหลัก
เราเลื่อนจุด Trailing Stop ซึ่งเป็นจุดจำกัดการขาดทุนมาที่ 908 จุด จากเดิมที่
900 จุด แม้ว่ากระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ จะยังเป็นปัจจัยหนุนต่อการปรับสูงขึ้นของ
SET อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ แต่เราคงมองว่า SET มีความเสี่ยงจากการพักฐานระยะสั้น ได้ทุก
เมื่อสำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำช่วงนี้ ยังเน้นการลงทุนในกลุ่มหุ้นธนาคารเป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคาร
ขนาดใหญ่ อย่าง KBANK, BBL ที่ได้รับผลดีจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และการขยายตัว
ของเศรษฐกิจ รวมไปถึง KTB ที่มีอัตราการขยายตัวเงินกู้สูงสุดในกลุ่มธนาคารใหญ่เนื่องจาก
มีการปล่อยกู้ให้กับโครงการภาครัฐฯ สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน เราให้ BANPU เป็นหุ้นเด่นใน
กลุ่ม เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวกำไรปี 54 โดดเด่น 22% และยังมี Valuation ส่วนเพิ่มจาก
การเข้าถือหุ้น Centennial Coal ซึ่งจะจบกระบวนการ Tender Offer วันที่ 13 ก.ย.นี้ แนะนำ
ซื้อ BANPU โดยให้มูลค่าพื้นฐาน 760 บาท
Futures Strategy :
ถ้าปิดไปแล้วแนะนำ Wait & See…ยังไม่ปิดถือ Long ลุ้นต่อ โดยมี Trailing Stop
ที่ 624 จุดเหมือนเดิม (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO :
เพิ่ม AP และ MCOT เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ดีกว่าอัตราผลตอบแทน
SET ที่ +0.7% (Update วันที่ 30 ส.ค. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน +0.7% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 2.0% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +231% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +28.3% อยู่ 158% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมี
อัตราผลตอบแทน 44% ดีกว่าผลตอบแทน SET ที่ 22.6% อยู่ 21.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
CPALL และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ต หรือมีอัตราผลตอบแทน
+12.7% และ 1.8% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์
จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่า
ธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มผลการ
ดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมากขึ้นกรณีสัมปทาน 3G) และ เพิ่ม
QH เข้ามาในพอร์ตโดยเป็น Top Picks ในกลุ่มอสังหาฯ ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น
มากในช่วง 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.49% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด
เพิ่มขึ้น 0.91% โดยได้แรงงหนุนหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงาน จำนวนผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 28 ส.ค. ลดลง 6,000 ราย มาอยู่ที่
ระดับ 472,000 ราย ทำสถิติลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 ประกอบกับ สมาคมนายหน้า
อสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) เปิดเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending
home sales) ประจำเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 5.2% ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ต.ค. ปิดเพิ่มขึ้น 1.11 ดอลลาร์ มาปิดที่ 75.02
ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจและดีมานด์พลังงานมาก
ขึ้น หลังรายงาน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 28 ส.ค.
ลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 ประกอบกับ ปัจจัยบวกจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่
ระบุว่า ประสิทธิภาพการผลิตลดลงน้อยกว่าคาดในไตรมาส 2 ปีนี้ และยอดสั่งซื้อสินค้า
ในโรงงานของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น 0.1% ในเดือนก.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐยังคงมี
การขยายตัว
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก นักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่กระทรวงแรง
งานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนส.ค. ในคืนวัน
ศุกร์ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ตัวเลขจ้างงานเดือนส.ค.จะร่วงลง 100,000 ตำแหน่ง และคาดว่า
อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 9.6% ในเดือนส.ค. จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 9.5% นอกจากนี้
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐยังทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเทขายดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มี
ความเสี่ยงต่ำ เพื่อหันไปซื้อสกุลเงินที่มีความเสี่ยงสูงกว่า รวมถึงสกุลเงินยูโร
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 94 จุดมาที่ 2835 จุด ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น
ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งคาดว่าดัชนีค่าระวางเรือยังมีทิศทางขาขึ้นในไตรมาสนี้ (ก.ค.-ก.ย.) อย่างไร
ก็ตามโดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่ม
เข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้นกว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หาก
ไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาด
ว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง
PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 03/09/10 เวลา 9:20:22
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น