วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 03/09/53

บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 03/09/53

ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (-) รายงานจ้างงานสหรัฐฯคืนนี้อาจสร้างความผิดหวังต่อตลาด
• (+/-) ประเด็นมาบตาพุตชัดเจน และรับรู้ไปในราคาหุ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว
• (+) เงินทุนไหลเข้ายังคงมีต่อเนื่อง หลังจากทางการไม่มีมาตรการแทรกแซงค่าเงินบาท
ในระยะสั้น (+ หุ้นบลูชิพใหญ่ –กลุ่มส่งออก)
• (+/-) รอซื้ออ่อนตัว /ขายเล่นรอบสำหรับผู้เล่นรายวัน โดยคาดว่าดัชนีฯจะมีการปรับฐาน
บริเวณ 912-908 จุด เพื่อขึ้นต่อไปที่บริเวณ 940 จุด

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Consolidate
คาดดัชนีฯ ผันผวน แนวต้าน 924/928จุด แนวรับ 912/908จุด ข่าวบวกที่รับรู้ไปในราคาหุ้น
เป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีประเด็นบวกใหม่ๆ นอกจากประเด็นค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่าเทียบ
สกุลหลัก ขณะที่รายงานจ้างงานสหรัฐฯคืนนี้อาจเป็นลบต่อตลาด จะส่งผลให้เกิดแรงขายล็อคกำไร
ระยะสั้น แต่เรามองว่าเป็นเพียงการปรับฐานเพื่อขึ้นตอ่ และคงคำแนะนำ ซื้อ (อ่อนตัว) หุ้นกลุ่มแบ
งก ์ ซึ่งเป็น Core Holding สำหรับการแรลลี่รอบนี้ (กำไรโต จากสินเชื่อขยายและส่วนต่างดบ.
สูง)
ข่าวดี 1.ต่างชาติซื้อเพิ่มตลาดหุ้นไทย เน้นกลุ่มแบงก์ รับเหมาฯ จากแนวโน้มค่าเงินยังคง
แข็งค่าเทียบสกุลหลัก 2. มูดี้ส์ เตรียมปรับแนวโน้มประเทศไทยขึ้นก่อนสิ้นปีนี้
ข่าวลบ : 1.รายงานจ้างงานสหรัฯเป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นทั่วโลกวันนี้ 2. แรงขายทำกำไรกลุ่ม
มาบตาพุต จากข่าวดีรับรู้ส่วนใหญ่ และยังมีความไม่แน่นอนในการฟ้องอุทรณ์คำสั่งศาล รวมถึง
ผันผวนตามเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง
ภาพตลาด1-2 สัปดาห์: (Update) แนะนำ ถือ/ขายเล่นรอบ สำหรับกลุ่มพลังงานปิโตรเคมี
สื่อสาร แต่คง Core Holding สำหรับกลุ่มแบงก์ รับเหมาฯ ค้าปลีกเป้าหมายดัชนีฯยังคงอยู่ที่
940 จุด

กลยุทธ์วันนี้ : Buy on weakness
วานนี้-หุ้นเด่นกลุ่มเดิม รับเหมา ITD CK STEC แบงก์ KTB หุ้นหน้าใหม่โรงพยาบาล BH
BGH และ BEC DCC (เงินสดสูง) ส่วนกลุ่มมาบตาพุต SCC PTTCH PTT TTCL ผันผวนสูง
ตามข่าว ส่วนกลุ่มหลักทรัพย์ถูกขายทำกำไรวันนี้- ขอแนะนำหุ้นเดิมเป็นวันที่สอง STEC( ฐานะ
การเงินดีสุดในกลุ่มรับเหมา) KTB(Laggard Play) BTS (อ่อนตัวซื้อ)
หุ้นเด่นวันนี้ : 1. หุ้น Domestic Play ยังคงเป็นกลุ่มนำตลาด จากการซื้อสะสมของนักลงทุน
ต่างชาติ แบงก์(KBANK KTB BAY) รับเหมา(STEC CK) บันเทิง(MAJOR BEC) ค้าปลีก
(CPALL) 2.หุ้นเล่นรอบ สื่อสาร(TRUE ADVANC) ปิโตรฯ(PTTCH IVL PTTAR) ชิ้นส่วนฯ
(KCE SMT) พลังงาน(PTT BANPU) อื่นๆ BTS
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค BANPU KTB BGH AP TICON TSTH /GSTEEL
ITD เข้าเกณฑ์ Cash Balance ของตลาดฯ/AIT คาดรายได้ปีนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และ
คาดปันผล 2H10 มากกว่า 1H10 ที่ 1.5 บ./
*รายงานของ CNS วันนี้: MAJOR(ปรับเพิ่มเป้าหมายเป็น 18 บาท) กลุ่มพลังงาน(ศาล
ปกครองตัดสินตามคาด แนะนำ PTT PTTCH )

ปัจจัยและประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาด
1.ปัจจัยบวก :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1. Moodys ระบุมีโอกาสจะปรับเพิ่มแนวโน้ม Outlook ประเทศไทยขึ้น จาก Baa1-
Negative ภายในสิ้นปีนี้เป็นผลจากเศรษฐกิจไทยที่มีความแข็งแกร่ง และยืดหยุ่นสูง ขณะที่ผล
กระทบการชุมนุมทางเมืองมีผลจำกัด โดยพิจารณาจากทิศทางการฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา สอด
คล้องกับ FITCH Rating ที่เตรียมจะปรับเพิ่มมุมมองต่อประเทศไทย เป็น “Stable” จาก
ปัจจุบัน “Negative” และอาจทยอยปรับขึ้นเป็น “Positive” สำหรับระยะยาว หากมีการฟื้นตัว
ทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง (อนึ่ง Moodys จะมาเก็บข้อมูลไทยปลายเดือนนี้ และ
จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มการเงิน และบลูชิพขนาดใหญ่ PTT ที่มีระดับเครดิตเท่ากับประเทศไทย)
2. การซื้อกิจการคาร์ฟูร์ การยื่นเสนอซื้อกิจการคาร์ฟูร์ ในเอเชีย มูลค่ารวม 1 พันล้านดอลล์
สหรัฐฯ จะมีการยื่นเสนอรอบแรกต้นสัปดาห์นี้ เช่น คาสิโน ฝรั่งเศส, เดลี่ฟาร์ม ของสิงคโปร์ และ
อาจรวมถึง BJC และปตท.ของไทย(เราเชื่อว่า การซื้อกิจการ –Acquisition จะเป็นข่าวบวกต่อ
ราคาหุ้น BJC PTT หากสามารถชนะการประมูล จากการคาดว่า รายได้และผลกำไรของกิจการ
จะปรับสูงขึ้น ส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น ทำให้โอกาสที่บริษัทฯจะมีการปรับเพิ่ม Re-rate PER มีสูง
ขึ้น เหมือนกรณีของ TUF BANPU)
3. กลุ่มปูนซีเมนต์ และรับเหมาก่อสร้างฯ (SCC CK STEC ITD TTCL) SCC คาดแนว
โน้มธุรกิจซีเมนต์ ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศจะยังเติบโต
ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหนุนจะมาจาก 1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จาก
โครงการ ไทยเข้มแข็ง และการก่อสร้างบริเวณพื้นที่มาบตาพุดจะกลับมาดำเนินการได้ตาม
ปรกติ 2) กำลังซื้อในตลาดต่างจังหวัด น่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่พืชผล ทางการเกษตรมีราคาดีขึ้น
4. โพลรอยเตอร์ เผยผลสำรวจเป้าหมายดัชนีฯปีนี้ ที่ 925 จุด และเป้าหมายปีหน้า ที่
1,050 จุด โดยปัจจัยสนับสนุน คืออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศที่สูงกว่าคาด การส่งออก
ที่แข็งแกร่ง และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค โดยคาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่
31 บาท ต่อดอลล์ และปีหน้า 30.0 บาทต่อดอลล์ / เราเห็นว่า ผลสำรวจรอยเตอร์ ถือว่าสูงกว่าที่มี
การสำรวจจากสมาคมเมื่อกลางเดือน กค.ที่ 849 จุดสะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดหุ้นที่
เป็นบวกมากขึ้น แม้ว่าจะมี Upside ไม่สูงมากนักจากระดับดัชนีฯปัจจุบัน แต่ เราเชื่อว่าเป้า
หมายดัชนีฯสิ้นปีมีโอกาสที่จะดีกว่าตลาดคาด (เราคาดกรณีที่สภาพคล่องยังไหลเข้าต่อเนื่อง จนมี
การ re rate PE ที่ 15 เป้าหมายดัชนีฯปีนี้จะอยู่ที่ 977 จุด) โดยปัจจัยหนุน คือ การเพิ่มการอัด
ฉีดสภาพคล่องรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และNomura มองว่าดุลบัญชีฯของประเทศใน
เอเชียที่ยังคงแข็งแกร่งและการค้าระหว่างภูมิภาคที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย (รวมไทย) ยังเป็น
ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นพัฒนาฯ
5. XD บจ.ที่น่าสนใจ วันที่ 6 กย. BECL 0.55 บ. PHATRA 1.35 บ. / 7 กย. BAY
0.22 บ. BCP (BCPDR1) 0.50 บ. KBANK 0.50 บ. PTT 4.75 บ. RATCH 1.1 บ. 9 กย.
BBL 1.50 บ. 10 กย. DRT 0.18 บ.

ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1) ผลการประชุม ECB วานนี้ มีมติคงดอกเบี้ย 0.1% และมีการคงมาตรการ การเงินที่
ผ่อนคลาย เช่น คงสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันการเงิน ต่อไปจนถึงต้นปีหน้า ส่งผลบวก
ต่อกลุ่มประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหา เช่น กรีซ สเปน ไอร์แลนด์ ให้ยังมีสภาพคล่องหมุนเวียน
2) USA และ EU : ตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปพุ่งขึ้นต่อเนื่องจากรายงานเศรษฐกิจที่เป็น
บวก และคาดว่าจะส่งผลบวกต่อเนื่องต่อตลาดหุ้นเอเชียวันนี้ : ECB คงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ
1% และต่อมาตรการเสริมสภาพคล่อง เป็นสิ้นปี 2010 รวมถึงปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโต
เศรษฐกิจปี 2010R-2011F เป็น 1.6%y-y (ดีกว่าคาด) และ 1.4%y-y (ตามคาด) ส่วนสหรัฐฯ
รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก สัปดาห์ก่อน ต่ำกว่าคาด เป็น 472K Vs คาด
475 K และสัปดาห์ก่อนหน้า 478K และยอดขาย Pending Home Sale เดือนกค.+ 5.2%m-
m
3) USA: การรายงาน US ISM MFG เดือนสค.ดีกว่าคาดการณ์ของตลาด โดยอยู่ที่ 56.3
จุด VS Consensus52.7 และเดือนกค. 55.5 จุด สะท้อนภาพการผลิตรวมของสหรัฐฯดีกว่าที่
ทาง Nomura คาดการณ์เล็กน้อย และยืนยันว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงห่างไกลจากภาวะ
เศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ดี Nomura คงมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวอย่างช้าๆต่อไป
อิงจากเครื่องชี้นำเศรษฐกิจหลายตัว โดยเฉพาะสัญญาณ การลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ของ
new orders components ที่สะท้อนว่า US ISM MFG Index ในหลายเดือนข้างหน้า จะ
ชะลอตัวต่อไป แม้ภาคการการผลิต (มีการ Restocking เพิ่มขึ้น) และภาคการจ้างงาน (ระดับสูง
สุดตั้งแต่ธค.1983)
4) CHINA : แนวโน้มการผลิตจะยังคงดีต่อเนื่อง หลังรายงาน PMI เดือนสค.สูงกว่าเดือน
กค. และใกล้เคียงกับคาดการณ์ของตลาด (51.7 Vs 51.2 July) โดยตัวเลขเดือนสค. ถือเป็น
เดือนแรกที่ปรับสูงขึ้น หลังจากลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา และทำสถิติสูงกว่า
ระดับ 50 จุดเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน อย่างไรก็ดีบางส่วนอาจเป็นผลกระทบจากฤดูกาลที่เดือน
กค-สค.ของทุกปี นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา จะมีระดับ PMI ปรับขึ้นทุกครั้ง ทั้งนี้ หากพิจารณา
ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจหลายตัว จะพบว่า รายงาน PMI ในช่วงหลายเดือนข้างหน้ายังคงเติบโตดีต่อ
เนื่อง อิงจาก new orders , new export orders เพิ่มขึ้นเป็น 53.1 และ 52.2 จากเดิม 50.9
และ51.2 ตามลำดับ และสะท้อนภาคการนำเข้า ประเภท Processing imports ซึ่งใช้สำหรับ
การ Re-export จะปรับดีขึ้นเช่นกัน Nomura ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจจีน และเป็น
ปัจจัยหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจในเอเชียรวมถึงไทย
5) Fund flows นักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยครั้งแรก โดยไทยยัง
เป็นตลาดที่ซื้อน้อยสุด (มีโอกาสซื้อเพิ่มอีก) Nomura เผยรายงานการซื้อขายหุ้นของนักลงทุน
ต่างชาติในตลาดหุ้นเอเชีย 7แห่ง ช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุด วันที่ 27 ส.ค.พบว่า นักลงทุนต่างชาติเข้า
ซื้อสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นอินเดียเป็นมูลค่า854 ล้านดอลลาร์หรือราว 26,713 ล้านบาท และขาย
สุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นไต้หวันคิดเป็นมูลค่า 810 ล้านดอลลาร์ หรือราว 25,336 ล้านบาท ขณะที่
ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 141 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,483 ล้านบาทและนับจากช่วงต้นปีนี้ นักลง
ทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้น ญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 21,264 ล้านดอลลาร์หรือ665,137 ล้าน
บาท และซื้อสุทธิ ต่ำสุดในตลาดหุ้นไทยเป็นมูลค่า 66 ล้านดอลลาร์หรือราว 2,064 ล้านบาท

2.ปัจจัยลบ :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1) คำวินิจฉัยของศาลปกครองวานนี้ ไม่ได้มีผลกระทบที่ผิดคาด สำหรับกลุ่มมาบตาพุด
(PTT PTTCH SCC)/ แต่เราเห็นว่า ข่าวดีรับรู้ส่วนใหญ่ไปในราคาหุ้นแล้ว ประกอบกับยังมีความ
ไม่แน่นอนเกี่ยวกับฟ้องร้องอุทรณ์คำสั่งศาล และ ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว กลุ่มที่
เชื่อมโยงกับ Hard commodity จะยังคงUnderperform ตลาด เราแนะนำขายเล่นรอบก่อน
หรือ Switch เข้ากลุ่มธนาคารแทน
(+) ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโครงการในพื้นที่มาบตาพุด ที่อยู่ใน
ประกาศของภาครัฐเกี่ยวกับประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งนี้
มี 2 โครงการ ใน 76 โครงการที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ดังนั้น จากนี้โครงการที่ไม่ติดอยู่ใน
ประเภทกิจการรุนแรงตามประกาศภาครัฐ ก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ สำหรับ 2 โครงการที่ถูก
เพิกถอนใบอนุญาต ได้แก่ โครงการโรงงานผลิตเอทธิลีน ออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล (ส่วน
ขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด ของ PTTCH และโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคอ
ลไรด์โมโนเมอร์ของโรงงานที่ 1 และโรงงาน ที่ 2 ของ TPC
(-) นายสุทธิ อัชฌาศัย 1 ในผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์เพื่อพิจารณาว่า
จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางหรือไม่ กรณีที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตบางโครงการมาบตา
พุด ที่อยู่ใน ข่ายกิจการรุนแรง ขณะที่โครงการส่วนใหญ่ที่ถูกระงับชั่วคราวกลับมาดำเนินการได้
รวมถึงอาจจะหาช่องทางที่จะฟ้องภาครัฐบาลกรณีการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการที่อาจก่อ
ให้ เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและ
สุขภาพนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย
2) เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ ผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพฯ ส่งผลให้
รองนายกฯ ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขฉุกเฉิน จะขอกำลังทหารเสริมสำหรับสถานที่สำคัญ
แต่ยังคงไม่ชัดเจนว่า จะสามารถยกเลิกพรก.ฉุกเฉินในเขตพื้นที่ที่เหลือ 7 จังหวัด รวมกทม. ได้
เมื่อใด
3) สัญญาณของการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มมีความเป็นไปได้ (แต่อยู๋ในระดับต่ำ)
นายกฯนัดหารือครม.เศรษฐกิจชุดเล้ก วันนีเพื่อหารือสถานะการณ์ค่าเงินบาท หลังจากเงินบาท
แข็งค่าแตะ 31.17 บาทต่อดอลล์ใกล้ระดับแข็งค่าสุดในรอบ 29 เดือน และในปีนี้บาทแข็งค่าขึ้น
มาแล้ว กว่า 6% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากเยน ญี่ปุ่น และริงกิต มาเลเซีย ทั้งนี้ การแทรก
แซงจะส่งผลให้ การแข็งค่าของเงินบาทเทียบสกุลหลักมีจำกัด และอาจนำไปสู่การขายทำกำไร
ระยะสั้น อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้มีน้อย อิงคำให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าธปท. ที่เผยว่าการแข็งค่า
ของเงินบาทขณะนี้เป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจ และภูมิภาค ไม่ได้เป็นผลจากการเก็งกำไร
4) ดอกเบี้ยขาขึ้น คาดธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.10-0.20% ตามกนง.สัปดาห์
นี้ คาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา จะส่งผลบวกระยะสั้นต่อหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ แต่ส่งผลลบต่อ
กลุ่มที่มีภาระดอกเบี้ยสูง

ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1. ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้มาเลเซียพักการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่
2.75% (ตามตลาดคาด)หลังจากที่ขึ้นต่อเนื่อง มา 3 ครั้งติดต่อกัน
2. สหรัฐฯ คาดรายงานการจ้างงานอาจแย่กว่าตลาดคาดการณ์: หลังจาก ADP รายงานการ
จ้างงานภาคเอกชน เดือนสค. แย่กว่าคาด (ประกาศคืนวันพุธที่ผ่านมา) โดยลดลง 1 หมื่นคน Vs
Consensus คาดเพิ่มขึ้น 1.5 หมื่นราย ซึ่งส่งผลลบต่อ รายงานการจ้างงานภาคเอกชนของทาง
การ ที่จะประกาศวันศุกร์นี้อาจรายงานต่ำกว่าคาดการณ์ปัจจุบันที่ +4.2 หมื่นราย ทั้งนี้ Nomura
คาดว่า ตัวเลขดังกล่าวจะอยู่ที่+1.5 หมื่นราย ซึ่งรายงานที่ต่ำกว่าคาดการณ์อาจส่งผลลบต่อตลาด
หุ้นสหรัฐฯ วันศุกร์นี้
3. บาร์เคลย์ ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2010 เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล จากเดิม
82 ดอลล์/บาร์เรลแบ่งเป็นปรับลดคาดการณ์สำหรับไตรมาส3/10 8 ดอลล์เป็น 76 ดอลล์/บาร์เรล
และไตรมาส4/10 ลดลง 9 ดอลล์ เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล และปรับลดปี 2011 เป็น 85 ดอลล์/
บาร์เรล จากเดิม 92 ดอลล์/บาร์เรล เป็นผลจาก ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ปรับสูงขึ้น และการฟื้น
ตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้า และกระทบต่ออุปสงค์ชะลอตัว ส่วนคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้
2010 ของรอยเตอร์ จาก 31 นักวิเคราะห์ นักการธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่
78.63 ดอลล์/บาร์เรล เทียบกับปัจจุบันที่เฉลี่ย 76 ดอลล์/บาร์เรล และ 83.84 ดอลล์/บาร์เรล
สำหรับปี 2011 โดยมีการปรับลดคาดการณ์ลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 03/09/10 เวลา 10:32:18

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น