แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นไทยยังบวกต่อ ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 919.34 จุด เพิ่มขึ้น 6.15 จุด
(+0.67%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมากที่ 4.9 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่ออีก
1.9 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
900-924 โดยอาจมีแรงขายทำกำไรหากไม่ผ่านแนวต้าน 924 ในลักษณะปรับตัวสร้างฐานระยะ
สั้น และติดตามคำสั่งศาลปกครองกลางคดีโครงการในพื้นที่มาบตาพุดในบ่ายวันนี้ S50U10
แท่งเทียนปิดเป็น HANGING MAN ขาวสูงขึ้น Volume และ Indicators เพิ่ม คาดแนวโน้ม
ดัชนีปรับตัวขึ้นตามSMA5วันเน้นยืนแนวรับ 620 แนวต้าน 630 SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน
โดจิดำสูงขึ้น Volume ลดลงเล็กน้อย คาดดัชนีอาจปรับตัวทดสอบSMA โดยมีกรอบแนวต้าน
632 แนวรับ 622 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,460-18,580
GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,610-18,690
กลยุทธ์ กลุ่มธนาคาร ซื้อเก็งกำไรเล่นรอบระยะสั้น ในขณะที่สถาบันจัดอันดับเครดิต
ฟิทช์ชูกลุ่มธนาคารมีกำไรสูงขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อที่แข็งแกร่งขึ้น และต้นทุนการกัน
สำรองที่ลดลง กลุ่มก่อสร้าง เก็งกำไร ITD STEC กลุ่มสื่อสารปรับตัวซื้อ DTAC ADVANC
TRUE หุ้นรายหลักทรัพย์ RPC TPIPL UKEM สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียด
ใน Short-Term Trade เช่น TPOLY BBL หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะ
กลาง ถือ ซื้อเพิ่มกลุ่มพลังงานเมื่อปรับตัวลงแรง
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนดำสูงขึ้น ค่า Indicators เริ่มลดลง แต่ปริมาณการ
ซื้อขายเพิ่มขึ้น บอกแนวโน้มดัชนีที่ขึ้นมาเริ่มอ่อนแรงลง แต่ยังปรับอยู่ในกรอบขาขึ้นต่อเนื่อง
แนวรับ 913 ยืนได้มั่นคงเป็นจุดซื้อเล่นรอบ แนวต้าน 925 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 913, ขายทำ
กำไรบางส่วนในลักษณะเล่นรอบ
ดัชนีนิกเกอิ ปรับตัวทดสอบแนวรับ 8,800 (สร้างจุดต่ำสุดที่ 8,796.45) พร้อมกลับตัว
ทางเทคนิคขึ้นมาจากการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยของดอลลาร์/เยน และการปรับตัวขึ้นของภาคการ
ผลิตในจีนและการขยายตัวที่แข็งแกร่งเกินคาดในออสเตรเลีย แต่การกลับขึ้นมีGAPแนวต้าน
สำคัญ 9,120 อาจทดสอบไม่ผ่าน
ดัชนีฮั่งเส็ง ดัชนีฟื้นตัวขึ้นจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในเดือนส.ค.ของจีน
เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน และเป็นการกลับตัวขึ้นทางเทคนิคหลังปรับยืน 20,560
อย่างไรก็ตามตลาดยังมีทิศทางที่ไม่ชัดเจน มีโอกาสที่จะแกว่งตัวบริเวณแนวรับ 20,560-
20,450
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ: BANPU (618 ซื้อ เป้าปี 53: 710) คาดผลประกอบการปี 54 กลับ
มาเติบโตอีกครั้งตามปริมาณและราคาถ่านหินที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยคาดยอดขายถ่านหินในปี
54 ประมาณ 27 ล้านตันเพิ่มขึ้นจาก 23 ล้านตันในปีนี้ ส่วนราคาขายปัจจุบันทรงตัวที่ระดับ 91
$/ton เพิ่มขึ้นจาก 76$/ton ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยปีนี้เราคาดกำไรสุทธิประมาณ
13,739 ล้านบาทลดลงเล็กน้อย 3%yoy แต่คาดว่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 15,978 ล้านบาทในปี
54 หรือเพิ่มขึ้น 16%yoy นอกจากนี้ ราคาหุ้น BANPU ยัง Laggard หุ้นลูก ITM ที่อินโดนีเซีย
โดยหากนับจากราคาต่ำสุดในรอบ 5 เดือนย้อนหลัง (25/5/10) ราคาหุ้น ITM ปรับตัวเพิ่มขึ้น
แล้ว 30% แต่ BANPU ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 12% เท่านั้น
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
Stocks in trend
แนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว DTAC, ADVANC, TRUE ระยะสั้นอาจได้รับปัจจัยลบจาก
ข่าวที่ กมธ.สื่อสารและโทรคมนาคม ระบุว่า DTAC ไม่ผ่านคุณสมบัติในการเข้าประมูล 3G
เนื่องจากสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นต่างด้าวมากกว่าคนไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินคือ
กทช.เท่านั้น ซึ่งจะประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 14 ก.ย.นี้ และเรายังคงเชื่อว่า DTAC จะผ่าน
คุณสมบัติในประเด็นกรณีดังกล่าว (ปัจจุบัน DTAC มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย 51% แต่หากไม่นับ
รวมบริษัท THAI TELCO HOLDINGS LIMITED เป็นสัญชาติไทยก็จะทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้น
ไทยต่ำกว่า 51% (คล้ายกับกรณีของ ADVANC ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจากศาล)
แนะนำ ซื้อเก็งกำไร PTT, PTTCH, SCC วันนี้ศาลปกครองกลางจะมีคำวินิจฉัยใน
กรณีมาบตาพุด โดยเฉพาะต้องรอสุ้นว่าโครงการขนาดใหญ่ของ PTT โรงแยกแก๊สที่ 6 จะเริ่ม
เดินเครื่องได้หรือไม่แนะนำ ซื้อเก็งกำไร BTS (ราคาปิด 0.88 ราคาเหมาะสมตาม
Consensus 1.05), BMCL (ราคาปิด 0.81 ราคาเหมาะสมตาม Consensus 0.97) รฟม.
คาดจะสามารถออกประกาศเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) โครงการระบบเดินรถไฟฟ้าสายสี
ม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ภายในครึ่งหลังของเดือน ก.ย.53 และจะเปิดให้ยื่นซองประมูลในเดือน
ธ.ค. 53 จากนั้นจะใช้เวลาพิจารณาทั้งเรื่องคุณสมบัติ ด้านเทคนิคและราคา ประเมินว่าจะเปิด
ซองราคาและได้ข้อสรุปต้นปี 54
AMATA (ราคาปิด 14.60 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) บริษัทระบุในช่วงเดือน ก.ย.53 จะมี
การเซ็นสัญญาขายที่ดินให้กับลูกค้ารายใหญ่ 11-12 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเดิมที่มีแผน
ขยายกำลังการผลิต ส่งผลให้คาดยอดขายที่ดินในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.5-2 พันไร่ มากกว่าเดิมที่ตั้ง
เป้าไว้ที่ 900 ไร่ พร้อมคาดรายได้ปี 53 ราว 4-4.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้
เพียง 1 พันล้านบาท
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ ตลาดหุ้นต่างประเทศดีดตัวบวกแรงขานรับภาคการผลิตของสหรัฐและจีนที่ขยายตัว
แข็งแกร่ง
+ สหรัฐเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนส.ค.แตะระดับ 56.3 จุด เพิ่มขึ้นจาก 55.5
จุดในเดือนก.ค.เป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 13 เดือนแล้วและมากกว่าที่คาดว่าจะอยู่ที่ 53 จุด
+ จีนรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนส.ค.เพิ่มขึน 0.5%MoM แตะ
ระดับ 51.7 จุด โดยดัชนีดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 53
+ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) ในเดือน ส.ค.53 เร่งตัวขึ้นจากเดือนก.ค.โดย
เพิ่มขึ้น 3.3%YoY ขณะที่ในช่วง 8 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 3.5%YoY ก.พาณิชย์คาดว่าอัตรา
เงินเฟ้อทั้งปีจะสูงขึ้น 3.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อ 47 เดือน หลัง
จากนี้ มีทิศทางลดลง
+ ฐานะการคลังใน 3Q53 เกินดุลกว่า 2.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือนแรกมี
ฐานะเกินดุลกว่า 6 หมื่นล้านบาทดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น
มาก
+ ค่าเงินบาทล่าสุดแตะระดับ 31.17-31.19 บาทต่อดอลลาร์ ผู้ว่าการธปท.ให้ความ
เห็นว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% จากต้นปี โดยแข็งค่าเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากเยน
ญี่ปุ่น และ ริงกิต มาเลเซียเกิดขึ้นตามพื้นฐานเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและเม็ดเงินไหลเข้ามากขึ้นและ
เร็วขึ้นไม่ใช่จากการเก็งกำไร
ปัจจัยลบ
- การเปิดเผยดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอได้แก่ ภาคเอกชนสหรัฐเปิดเผยว่า
การจ้างงานในเดือนส.ค.ลดลง 10,000 ราย สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 37,000 ราย และ
ตัวเลขค่าใช้จ่ายก่อสร้างเดือนก.ค.หดตัว 1% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปีและลดลงมากกว่าที่
คาดว่าจะขยับลงเพียง 0.5%
- อังกฤษเปิดเผยอัตราการขยายตัวในภาคการผลิตของเดือนส.ค.ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำ
สุดในรอบ 9 เดือนที่ 54.3 จุด จากระดับ 56.9 จุดในเดือนก.ค. สะท้อนว่าภาคการผลิตจะอ่อนตัว
ลงอีกในอนาคตและทำให้ธนาคารกลางอังกฤษต้องเพิ่มมาตรการด้านการเงินเพื่อกระตุ้น
เศรษฐกิจ
- เศรษฐกิจเยอรมนีและแคนาดายังชะลอตัว โดยแคนาดามี GDP ใน 2Q53
ขยายตัว 2% ต่ำกว่าที่คาดว่าจะขยายตัว 2.5% และชะลอตัวมากจาก 1Q53 ที่ขยายตัว 5.8%
ส่วนเยอรมนีรายงานตัวเลขค้าปลีกในเดือนก.ค.ลดลง 0.3%MoM สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่ม
ขึ้น 0,5% แต่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.8%YoY
- เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในกทม.สะท้อนถึงความไม่สงบเรียบร้อยที่ยังมีอยู่ทำให้
ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากคดียุบ/ไม่ยุบพรรคซึ่งมีกำหนดนัดไต่สวน
พยานนัดสุดท้ายวันที่ 6 ก.ย.
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 2 ก.ย. ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษาคดีกลุ่ม NGO ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวด
ล้อมกรณีออกใบอนุญาตให้ 76 โครงการลงทุนที่มาบตาพุด ขณะที่คณะกรรมการกำหนด
นโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีกำหนดประชุม นักวิเคราะห์คาดว่ามีแนวโน้มคงอัตรา
ดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 1% ส่วนสหรัฐจะรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์(นัก
วิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2,000 รายแตะ 475,000 รายจากระดับ 473,000 รายในสัปดาห์
ก่อน) ยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนก.ค. และยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือนก.ค
* 3 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค. และดัชนี
ภาคบริการและดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจเดือนส.ค.
* 6 ก.ย. กำหนดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายคดียุบพรรคปชป.กรณีการใช้เงินกองทุนฯ 29
ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์
* 6-7 ก.ย. กำหนดประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
นโยบาย
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street: ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 254.75 จุด ขานรับข้อมูลภาคการผลิตของจีนและ
สหรัฐที่แข็งแกร่ง
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 254.75 จุด โดยตลาดให้น้ำหนักกับการ
ประกาศตัวเลขกิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐและจีนที่เพิ่มขึ้น มากกว่า การรายงานตัวเลขการ
จ้างงานที่ลดลง โดยนักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นอย่างคึกคักหลังสรหัฐออกมาเปิดเผยดัชนีภาคการ
ผลิตเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 56.3 จุด จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 55.5 จุด และทำสถิติขยายตัว
ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 ขณะเดียวกันจีนก็รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต
ในเดือนส.ค.อยู่ที่ระดับ 51.7% เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้นักลงทุน
คลายความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและไม่สนใจต่อการรายงานตัวเลขการจ้างงานภาค
เอกชนที่ปรับตัวลดลง 10,000 ตำแหน่งในเดือนที่ผ่านมาทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น
254.75 จุด หรือ 2.54% ปิดที่ 10,269.47 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 30.96 จุด หรือ
2.95% ปิดที่ 1,080.29 จุด และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 62.81 จุด หรือ 2.97% ปิดที่
2,176.84 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 1.99 เหรียญ ขานรับข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและสต๊อก
น้ำมันกลั่นและน้ำมันเบนซินที่ลดลงเกินคาด
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 1.99 ดอลลาร์
โดยตลาดได้แรงหนุนเช่นเดียวกับตลาดหุ้นวอลสตรีทคือนักลงทุนขานรับตัวเลขดัชนีภาคการผลิต
ของสหรัฐและจีนที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดน้ำมัน NYMEX ยังได้แรงหนุน
หลังจากกระทรวงพลังงานของสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันกลั่นในรอบสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 27
ส.ค.ลดลง 739,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 175.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่า
จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 212,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ
225.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 200,000 บาร์เรล ทำให้ปิด
ตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.99 ดอลลาร์หรือ
2.8% ปิดที่ 73.91 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอน
ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์ ปิดที่ 76.35 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 02/09/10 เวลา 10:30:37
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น