กลยุทธ์การลงทุน
เชื่อว่าตลาดมีโอกาสเดินหน้าทดสอบ 932 จุด แนะนำถือหุ้น ธ.พ. ที่มี PER ต่ำสุด
(BBL, KBANK, TCAP) หุ้นสื่อสาร ที่มี upside (DTAC, ADVANC, SAMART) และหุ้นที่
มีศักยภาพการเติบโตในปี 2554 แต่มี PER ต่ำ 6 เท่า แต่จ่ายเงินปันผลสูงต่อเนื่อง (BCP) หุ้น
ที่ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าก่อสร้างรถไฟฟ้า (CK, BTS, BMCL) และแนะนำหุ้น SIAM ใน
ฐานะที่เป็น Turnaround Stock และหุ้นหลักทรัพย์แนะนำให้ Switch จาก PHATRA,
KEST มา KGI และ BLS เพราะมี upside สูงสุดในกลุ่มฯ
เงินเฟ้อเดือน ส.ค. 3.3% เป็นไปตามตลาดคาด หนุนให้ กนง. ค่อย ๆ ขึ้นดอกเบี้ย
วานนี้กระทรวงพาณิชย์ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปประจำเดือน ส.ค. 2553 พบว่าลด
ลงเล็กน้อยจาก 3.4% ในเดือน ก.ค. 2553 ลงมาอยู่ที่ 3.3% (สอดคล้องกับผลสำรวจของรอย
เตอร์ที่คาดไว้ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 3.3%) ส่งผลให้เงินเฟ้อในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้เฉลี่ยอยู่
ที่ 3.3% โดยเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาหมวดอาหาร เช่น หมวดผักและผลไม้ เพิ่มขึ้นสูงถึง
40% ตามมาด้วยข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 12.2% และเนื้อสัตว์ (เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ) เพิ่ม
ขึ้น 4.2% ขณะที่หมวดพลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.3% เท่านั้น เพราะฐานราคาน้ำมันใน
ช่วงนี้ ใกล้เคียงกันในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามหากพิจารณาผลตอบแทนสุทธิ โดยคำนวณโดยใช้
ดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% หักด้วยเงินเฟ้อ เฉลี่ยกว่า 3% ทำให้ผลตอบแทนสุทธิ ยังติดลบกว่า
1% จึงยังปัจจัยหนุนให้ กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในการประชุม 2
ครั้งที่เหลือในปีนี้ และอาจจะปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 0.5-1% ในปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ใน
ระดับที่เหมาะสม แม้การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นการสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่จากสถิติใน
อดีตพบว่าตลาดหุ้นมักมีการแกว่งตัวผันผวนในช่วงที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายราว 1-2
สัปดาห์ล่วงหน้า โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมครั้ง
ถัดไปในวันที่ 20 ต.ค. 2553 ซึ่งปัจจัยดอกเบี้ยอาจจะกลับมากดดันตลาดอีกครั้งในราวสัปดาห์
แรกถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. 2553 โดยกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในระยะ 1-2
สัปดาห์ คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 932-860 จุด อิง PER 14-13 เท่า ภายใต้สมมติฐานยังมี fund
flow ต่อเนื่องตลอด ก.ย. เหมือนที่เกิดขึ้นทุกปี
KBANK นำร่องขึ้นดอกเบี้ย เชื่อว่า ธ.พ. ทั้งระบบยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น
ล่าสุด KBANK ได้นำร่องขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ กนง. ได้ขึ้นดอกเบี้ย
นโยบายไปเมื่อ 25 ส.ค. 2553 อีก 0.25% เป็น 1.75% แต่ครั้งนี้ กลยุทธ์ของ KBANK เริ่ม
เปลี่ยนไปจากเดิม หลังถูกรัฐเบรค โดยไม่ต้องการให้ ธ.พ. มีกำไรมากขึ้นไป (ทั้งการคิด
ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม) ทำให้ ธ.พ. ต้องระมัดระวังการขึ้นดอกเบี้ย ในรอบนี้จึงได้ทำการปรับ
ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากก่อนล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลา
ต่อมา เพราะ ธ.พ. ยังมีความได้เปรียบจากการที่มีโครงสร้างดอกเบี้ยเงินฝาก ที่มีลักษณะลอยตัว
ในสัดส่วนต่ำเพียง 44% ของฐานเงินฝากทั้งหมด เทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลอยตัวสูงถึง 76%
ของฐานเงินกู้ทั้งหมด ทำให้มีส่วนต่าง (Gross spread) ดอกเบี้ยที่ได้ประโยชน์อยู่ถึง 32%
และยิ่งเมื่อคำนึงอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่ 94% ทำให้ KBANK ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย
ขาขึ้นสุทธิราว (net spread) 15% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับทั้งระบบ โดย ธ.พ. ที่ได้
ประโยชน์สูงสุด โดยเรียงลำดับ Net spread จากมากไปน้อยคือ BAY, TCAP, TMB,
KTB, KBANK, SCB, KK, BBL ยกเว้น มีเพียง TISCO ที่เสียประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น
เพราะแม้มีสัดส่วนดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัวเพียง 22% แต่กลับมีดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัวน้อยมาก
เพียง 7% การขึ้นดอกเบี้ยจึงกระทบต้นทุนมากกว่าด้านรายได้ ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของ
การปล่อยสินเชื่อของกลุ่ม ธ.พ. ทั้งระบบ มีแนวโน้มดีขึ้น โดยจะโดดเด่นในช่วง 2H53 และต่อ
เนื่องในปี 2554 จากหลายเหตุผลคือ ความต้องการสินเชื่อต่อเนื่องจากความคืบหน้าของการ
ประมูลโครงการลงทุนสาธารณูโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งรถไฟฟ้า โรงไฟฟ้า รัฐเห็นชอบให้ประกาศราย
ชื่อโรงงานที่เข้าข่ายร้ายแรง 11 กิจการ และผู้ประกอบการในตลาดฯ รอดพ้นจากวิบากกรรม
สามารถกลับมาดำเนินการผลิตตามแผน เช่น PTTCH และ PTT จะทำให้กลับมาเบิกจ่ายเงินกู้
ตามที่ได้รับอนุมัติไว้ก่อนหน้า และความคืบหน้าของโครงการลงทุนใน 3G ที่คาดว่าปีนี้จะมีการ
ออกใบอนุญาตอย่างน้อย 2 ราย ทำให้มีต้องการเงินกู้ยืมราว 1 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เพื่อจ่ายค่าใบ
อนุญาต และกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นงบลงทุน เป็นต้น ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่ม ธ.
พ. มากกว่า โดยแนะนำหุ้น Top picks คือ BBL, KBANK และ TCAP
ค่าเงินเอเซีย แข็งค่า ดึง Fund Flow และหนุนให้ดัชนีมีโอกาสเดินหน้า 932 จุดต่อ
ค่าเงินเอเซียยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าเงินเอ
เซียแข็งค่าเฉลี่ยราว 0.41% นำโดยดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งค่าขึ้นมากสุด 2.26% รองลงมา
คือวอนของเกาหลีแข็งค่า 1.07% ดอลลาร์สิงคโปร์ 0.63% และเงินบาท 0.58% ส่วนเงินเปโซ
ฟิลิปปินส์แข็งค่าใกล้เคียงกับภูมิภาค ยกเว้น ริงกิตของมาเลเซียแข็งค่าน้อยกว่า ส่วนค่าเงินอื่นๆ
ในภูมิภาคค่อนข้างทรงตัว เช่น เงินรูปีย์ของอินเดีย และรูเปียะของอินโดนีเซีย เป็นปัจจัยหนุน
Fund Flow ให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่
วันที่ 23 ก.ค. ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund Flows รอบนี้สูงถึง 2.56 หมื่นล้านบาท
ไปแล้ว หลังจากวานนี้ซื้อสุทธิเข้ามาอีก 1.89 พันล้านบาท ฝ่ายวิจัยคาดว่านักลงทุนกลุ่มนี้จะยัง
คงเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอย่างน้อยอีก 1-2 สัปดาห์ เนื่องจาก Fund Flow ใน
อดีตมักจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. ตามผลของฤดูกาล (ก่อนที่ Fund
Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่ง
เป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซีย และจากการประเมินความเสี่ยงต่อ
Fund Flow ที่จะไหลออกจากตลาดหุ้นไทย พบว่าผลตอบแทนต่ำสุดในอดีตในช่วงที่มี Fund
Flow ไหลกลับออกไปนั้น นักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นราว 7% (Capital
Gain) และผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 4% และในสถานการณ์ปัจจุบันที่นักลงทุนต่าง
ชาติมีต้นทุนเฉลี่ยรอบนี้ที่ระดับดัชนี 875 จุด หรือมี Capital Gain ราว 5% ในปัจจุบัน และมีผล
ตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าราว 3.2% ในช่วงเดียวกัน นั้นหมายความว่าดัชนีมีโอกาสที่จะ
ขึ้นไปสู่ระดับ 932 จุด และค่าเงินบาทต้องแข็งค่าสู่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญฯ จึงจะถือว่าเป็น
ระดับที่มีความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกเทียบเท่าความเสี่ยงขั้นต่ำในอดีต โดย ณ ระดับดัชนีดัง
กล่าวถือว่าสอดคล้องกับดัชนีเป้าหมายที่ 932 จุด อิง PER 14 เท่า ณ สิ้นปี 2553 ฝ่ายวิจัยยัง
เชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นสู่ระดับเป้าหมายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นับจากนี้
ปรับเพิ่ม Fair Value ของ CK ขึ้นเป็น 10.51 บาท ปี 2554 มี Upside 21%
คาดสิ้นปีนี้ CK จะมี Backlog เพิ่มขึ้นทะลุ 1 แสนบริษัท หลังจากเซ็นสัญญางานก่อ
สร้างเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน ต.ค. นี้ รวมถึงงานที่รอเซ็นสัญญา
อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 2 ที่ปัจจุบันได้ผ่านขั้นตอนการต่อรอง
ราคาไปแล้ว มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ถือเป็นหลักประกันรายได้ที่มั่นคงในระยะ 5 ปีข้าง
หน้า ทั้งนี้ยังไม่รวม โครงการประมูลภาครัฐขนาดใหญ่ ที่จะทยอยออกมาในอนาคต ได้แก่ งาน
ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท งานอาคารรัฐวิสาหกิจมูลค่า 4 พันล้านบาท
และงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนและสีเขียวเข้ม มูลค่ารวม 3.6 หมื่นล้านบาท ถือเป็น
โอกาสดีสำหรับ CK ที่จะรับงานเพิ่มเติมได้อีกในอนาคต โดยคาดว่าการรับรู้รายได้จากงานต่าง
ๆ จะมีความชัดเจนในปี 2554 และจะทำให้ราคาหุ้นของ CK มีค่า PER ในปี 2554 เหลือ 16
เท่า (จากปี 2553 ติดลบ) จึงทำให้ฝ่ายวิจัยมีการปรับเพิ่ม Fair Value ของ CK จากเดิมที่
กำหนดที่ PBV 1 เท่า ขึ้นมาเป็น PBV 1.5 เท่า และเมื่อรวมกิจการในกลุ่มฯ ทำให้ Fair
Value ของ CK ที่กำหนดด้วยวิธี Sum of the part ปรับขึ้นจาก 8.65 บาท เป็น 10.51 บาท
มี Upside 20.5%
คาดราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวช่วงสั้น โดยยังมีความเสี่ยงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
วานนี้ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวราว 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อ
เศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น หลังจากการประกาศตัวเลขดัชนีภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน และ
ออสเตรเลีย ขยายตัวมากที่สุดในรอบ 3 ปี รวมถึงตัวเลขดัชนีภาคการผลิตในสหรัฐก็มีการฟื้นตัว
ในรอบ 3 เดือน แต่อย่างไรก็ตามดัชนีการบริโภคภาคครัวเรือนในสหรัฐ ยังคงชะลอตัว นอกเหนือ
จากการว่างงานที่สูงแล้ว ยอดการผลิตรถยนต์ยังคงชะลอตัว ทำให้คาดว่าราคาน้ำมันดิบโลกยังคง
แกว่งตัว โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ยังแกว่งตัวในกรอบเดิมคือ 70-75 เหรียญ ฯ ในระยะ 1-
2 สัปดาห์ ซึ่งยังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียม เช่น PTTEP, BANPU ยังคง Under
Perform ตลาดต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 02/09/10 เวลา 10:05:56
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น