Market Recap and Trend: ลุ้นปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 920-930 จุด
แม้ว่า SET ปรับลดลงในช่วงเปิดตลาดเมื่อวานและทำจุดต่ำสุดบริเวณ 900 จุด แต่ด้วย
แรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และปิโตรเคมี (รวม SCC) ส่งผลให้ SET ปรับเพิ่ม
ขึ้น 0.39% ปิดตลาดที่ 913.19 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 45,712 ล้านบาท นักลงทุน
ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 2,419 ล้านบาท แนวโน้ม SET วันนี้ ลุ้นปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ
920-930 จุด จากแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจเดือน
ก.ค. ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยตัวเลขการผลิตเดือน ก.ค.ขยายตัว 16.3% (เดือน มิ.ย. +21.3%
และเดือน พ.ค. +17.5%) ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เพิ่มขึ้น 22.1% (เดือน มิ.ย. +21.8% และ
เดือน พ.ค. +20.8%) การบริโภคภาคเอกชนเติบโต 5.1% (เดือนมิ.ย. +8.3% และเดือน พ.ค.
+7.4%) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับลดลงเหลือ 50.4 จาก 52.1 สำหรับการส่งออก
ขยายตัว 21.2% เป็น US$15,475 ล้าน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 36.5% เป็น US$16,266
ล้าน ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล US$0.79 พันล้าน แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะยังขยายตัว
ดีเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ถ้าเทียบกับเดือน มิ.ย. จะเริ่มเห็นการชะลอตัวบ้างแล้ว
Investment Strategy: ยังเน้นการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารต่อเนื่อง
กลยุทธ์ลงทุนวันนี้ เรายังแนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์ Let the profits run แบบมีการ
กำหนด Trailing Stop โดยเลื่อนจุด Trailing Stop มาที่ 895 จุด แม้ว่า SET จะมีโมเมนตัมที่
แข็งแกร่งโดยมีเป้าหมายการปรับขึ้นระยะสัปดาห์ที่ 920-930 จุด จากแนวโน้มการไหลเข้าของ
เงินทุน ซึ่งล่าสุดเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 31.3 บาท/ดอลลาร์ฯ แต่ก็ต้องระวัง
การพักฐานระยะสั้น เนื่องจาก 1) SET มี Valuation ปี 53 ที่ไม่ถูกนัก โดยมี P/E ที่ 13 เท่า
และ P/BV 1.77 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 2) ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มพักฐานทางเทคนิค
สำหรับการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม เน้นกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากการขยายตัวเศรษฐกิจ
ภายในประเทศ เช่นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ KTB ที่จะได้รับผลดีจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ
และการปล่อยกู้โครงการลงทุนภาครัฐฯ ขณะที่หุ้นเด่นตัวอื่นในกลุ่มได้แก่ BBL, KBANK,
KTB, TCAP สำหรับหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่
• MINT – ตัวเลขนักท่องเทียวเติบโตดี ธุรกิจอาหารได้รับผลดีจากการขยายตัว
เศรษฐกิจ
Futures Strategy :
แนะนำถือสถานะ LONG โดยเลื่อนจุด Trailing Stop มาที่ 616 จุด (ดูรายละเอียด
ใน Derivative Strategy)
AUTO :
กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่มี Sentiment แข็งแกร่งขึ้น
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ดีกว่าอัตราผลตอบแทน
SET ที่ +0.7% (Update วันที่ 30 ส.ค. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน +0.7% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 2.0% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +231% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +28.3% อยู่ 158% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมี
อัตราผลตอบแทน 44% ดีกว่าผลตอบแทน SET ที่ 22.6% อยู่ 21.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
CPALL และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ต หรือมีอัตราผลตอบแทน
+12.7% และ 1.8% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์
จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่า
ธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มผลการ
ดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมากขึ้นกรณีสัมปทาน 3G) และ เพิ่ม
QH เข้ามาในพอร์ต โดยเป็น Top Picks ในกลุ่มอสังหาฯ ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น
มากในช่วง 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.05% ขณะที่ดัชนี S&P 500
ปิดเพิ่มขึ้น 0.04% ได้แรงหนุนหลังจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ เปิดเผยว่า ดัชนี
ราคาบ้านใน 20 เขตเมืองของสหรัฐประจำเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนพ.ค. มากกว่าที่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.2% และหากเทียบกับเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว ดัชนีราคา
บ้านพุ่งขึ้น 4.2% ส่วนดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศของสหรัฐในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เพิ่มขึ้น 4.4% หลัง
จากหดตัวลง 2.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยได้ปัจจัยบวกจากนโยบาย
ลดหย่อนภาษีแก่ผู้ซื้อบ้าน ขณะที่คอนเฟอเรนซ์ บอร์ดซึ่งเป็นองค์กรวิจัยเอกชนของสหรัฐเปิดเผย
ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนส.ค.พุ่งขึ้นสู่ระดับ 53.5 จุด จากเดือนก.ค.ที่ระดับ
51 จุด
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ต.ค.
ปิดลดลง 2.78 ดอลลาร์ หรือ 3.72% มาปิดที่ 71.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภาวะการซื้อขาย
ซบเซาลง หลังจากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยผลสำรวจภาคธุรกิจในนิ
วยอ์กซิตี้ พบว่า ดัชนีภาวะธุรกิจในนิวยอร์กซิตี้เดือนส.ค. ยืนอยู่ที่ระดับ 55.6 จุด ชะลอตัวลงเมื่อ
เทียบกับเดือนก.ค.ที่ระดับ 59.4 จุด เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคธุรกิจมีมุมมองที่เป็นลบมาก
ขึ้นต่อแนวโน้มการจ้างงานและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกกังวลต่อการ
คาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐจะร่วงลงอีก
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลาง
สหรัฐ (เฟด) ระบุว่า คณะกรรมการเฟดได้แสดงความวิตกกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจ เนื่องจากผลผลิตทางเศรษฐกิจและตัวเลขจ้างงานชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่าน
มา และคาดว่าในระยะใกล้นี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนตัว
เลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนนั้น แม้ว่าเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ก็ถูกจำกัดจากอัตราว่างงานที่ยังเคลื่อน
ไหวในระดับสูงและภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อ
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 1 จุดมาที่ 2713 จุด ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้นตาม
ปัจจัยฤดูกาลซึ่งคาดว่าดัชนีค่าระวางเรือยังมีทิศทางขาขึ้นในไตรมาสนี้ (ก.ค.-ก.ย.) อย่างไรก็ตาม
โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้า
มา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้นกว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หากไม่
มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่า
ดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง
PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 9:37:48
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น