กลยุทธ์การลงทุน
เชื่อว่าตลาดจะปรับฐานเพื่อเตรียมเดินหน้าต่อ แนะนำถือหุ้น ธ.พ. ที่มี PER ต่ำสุด
(BBL, TCAP) หุ้นสื่อสารที่มี upside (DTAC, ADVANC, SAMART) และหุ้นที่มีศักยภาพ
การเติบโตในปี 2554 แต่มี PER ต่ำ 6 เท่า แต่จ่ายเงินปันผลสูงต่อเนื่อง (BCP) หุ้นที่ได้
ประโยชน์จากความคืบหน้าก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้งบนดิน (BTS) และใต้ดิน (BMCL) และแนะนำ
หุ้น SIAM ในฐานะที่เป็น Turnaround Stock และหุ้นหลักทรัพย์ KGI และ BLS เพราะมูลค่า
การซื้อขายสดใสมาก ทำให้มีค่า PER ต่ำมากเช่นกัน
คาดว่า Fund Flow ยังหนุนให้ดัชนีมีโอกาสเดินหน้า 932 จุดต่อ
การปรับฐานของตลาดวานนี้ถือว่าเกิดขึ้นเร็วกว่าว่าที่คาด เหตุเพราะเกิดการขายทำ
กำไรของหุ้นสื่อสารเนื่องจากผิดหวังจากการที่มีผู้ยื่นประมูลใบอนุญาต 3G เพียง 3 ราย ซึ่งจะมีผู้
ประกอบการที่ไม่ได้อย่างน้อย 1 ราย อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ คนร้ายยิง M-79 เข้าใส่ NBT อย่างไร
ก็ตามการที่มี Fund Flow หนุนเข้ามาอีก 2.4 พันล้านบาท ทำให้ SET Index วานนี้ยัง
พลิกกลับมาเป็นบวกได้ ทั้งนั้ล่าสุด expected PER ของตลาดฯ 13.98 เท่า ส่วนยอดซื้อสุทธิใน
ตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund Flows รอบนี้ สูง
ถึง 2.3 หมื่นล้านบาทไปแล้ว น่าจะสะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนกลุ่มนี้ต่อตลาดหุ้นไทยใน
ระยะสั้นอย่างน้อยอีก 1-2 สัปดาห์ ประกอบกับ Fund Flowในอดีตก็มักจะทยอยเข้ามาอย่างต่อ
เนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. ตามผลของฤดูกาล (ก่อนที่ Fund Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.
ย. – ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้น
อื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซีย และจากการประเมินความเสี่ยงต่อ Fund Flow ที่จะไหลออกจากตลาด
หุ้นไทย พบว่าผลตอบแทนต่ำสุดในอดีตในช่วงที่มี Fund Flow ไหลกลับออกไปนั้น นักลงทุนต่าง
ชาติจะได้รับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นราว 7% (Capital Gain) และผลตอบแทนจากอัตราแลก
เปลี่ยนราว 4% และในสถานการณ์ปัจจุบันที่นักลงทุนต่างชาติมีต้นทุนเฉลี่ยรอบนี้ที่ระดับดัชนี
871 จุด หรือมี Capital Gain ราว 4.8% ในปัจจุบัน และมีผลตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ราว 3.16% ในช่วงเดียวกัน นั้นหมายความว่าดัชนีมีโอกาสที่จะขึ้นไปสู่ระดับ 932 จุด และค่าเงิน
บาทต้องแข็งค่าสู่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญฯ จึงจะถือว่าเป็นระดับที่มีความเสี่ยงต่อเงินทุนไหล
ออกเทียบเท่าความเสี่ยงขั้นต่ำในอดีต โดย ณ ระดับดัชนีดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับดัชนีเป้า
หมายที่ 932 จุด อิง PER 14 เท่า ณ สิ้นปี 2553 ฝ่ายวิจัยยังเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสขึ้น
สู่ระดับเป้าหมายได้ภายใน 1-2 อาทิตย์ นับจากนี้
คาด SSI มีความเสี่ยงต่อการเพิ่มทุน เพื่อรองรับการซื้อโรงถลุงเหล็กในอังกฤษ
เป้าหมายของการซื้อคือ Teesside Product (TCP) ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งโรงงานถลุงเหล็ก
(รวมสาธารณูปโภคพื้นฐานได้แก่ ท่าเรือ และ โรงไฟฟ้า) มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ
ทวีปยุโรป (จะผลิต Slap ได้ 3.5 ล้านตัน) โดย TCP ได้หยุดการผลิตเชิงพาณิชย์เพราะถูกลูกค้า
ยกเลิกคำสั่งซื้อ หลังประสบปัญหาวิกฤติการเงินยุโรป แม้คาดว่าจะส่งผลดีในระยะยาวต่อ SSI
ในด้านความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบ ในการนำมาใช้ป้อนโรงงานในประเทศไทยก็ตาม แต่การซื้อ
ครั้งนี้จะต้องใช้เงินทุนราว 600 ล้านเหรียญฯ หรือราว 1.89 หมื่นล้านบาท ขณะที่บริษัทมีกระแส
เงินสดจากการดำเนินงานจำกัด เมื่อรวมกับเงินสดในมือรวมกันน้อยกว่า 1 พันล้านบาท ประกอบ
กับมีภาระหนี้สินภายนอกสุทธิ (Net Gearing) ที่ 0.98 เท่า ทำให้คาดว่าบริษัทจำเป็นจะต้องกู้
ยืมภายนอก พร้อม ๆ กับการเพิ่มทุนบางส่วน เพื่อรักษาโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม โดย
หากกำหนดให้บริษัทยังรักษา D/E ที่ 1 เท่า เช่นเดิม คาดว่าบริษัทจะต้องมีการกู้ยืม และเพิ่มทุน
ในสัดส่วนเท่ากันทั้ง 2 ส่วน คืออย่างละ 9.45 พันล้านบาท และหากกำหนดให้มีการจัดสรรหุ้นเพิ่ม
ทุนที่ 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ (น่าจะกำหนดราคาใกล้เคียง Book Value) คาดว่าจะมีหุ้นใหม่
6.55 พันล้านหุ้น หรือจะทำให้เกิด Dilution Effects ราว 33% คาดว่าน่าจะกดดันราคาหุ้น
SSI ให้อ่อนตัวต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำขาย
แนะนำเก็งกำไรหุ้น BLS, KGI ตราบที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังสูงกว่าวันละ 3 หมื่นล้าน
บาท
เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายของตลาดจากต้นปีจนปัจจุบันเฉลี่ยสูงถึง 2.45 หมื่นล้าน
บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางเพียง 1.62 หมื่นล้าน
บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 51% และยังสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยประมาณการไว้ทั้งปี 2553 ว่าจะมีมูลค่าการ
ซื้อขายเฉลี่ยราว 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตามหากตัดมูลค่าการซื้อขายของการลงทุน
ของพอร์ตโบรกเกอร์ (prop trade) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดราว 13% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสุทธิจะ
เท่ากับ 2.15 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็ยังสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัย ASP คาดไว้ ทำให้นักวิเคราะห์กลุ่มหลัก
ทรัพย์ปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าตลาดจากเดิม (ไม่รวม prop trade) ราว 15% เป็น 2 หมื่น
ล้านบาท โดยให้ Net com เท่ากับที่เกิดขึ้นในงวด 1H53 เฉลี่ย 0.18% และให้รับรู้กำไรจาก
พอร์ตเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดที่สดใส โดยดัชนีทะลุ 900 จุด ทำให้ผลกำไรจากเงินลงทุนจะเพิ่ม
ขึ้นจากเดิม 1 เท่าตัว เป็น 1.2 พันล้านบาท ซึ่งทำให้กำไรกลุ่มฯ เพิ่มขึ้น 39% จากประมาณ
การเดิม และมีอัตราการเติบโตจากปี 2552 ราว 27% ทั้งนี้ยังคงมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมโดยใช้
PER ที่ 10-12 เท่า (โบรกเกอร์ใหญ่ใช้ 12 เท่า แต่โบรกเกอร์ขนาดกลางและเล็กใช้ 10 เท่า)
พบว่าหุ้นที่ยังมี upside สูงคือ KGI (FV@B2.46) และ BLS(FV@B21.6) จึงเลือกเป็น
Top pick ทั้งนี้ยังไม่รวม Dividend Yield เฉลี่ยที่สูงเกินกว่า 10% ต่อ ปี
คาดราคาน้ำมันดิบโลกยังอ่อนตัวในกรอบ 69-73 เหรียญฯ ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่มี
อยู่
วานนี้ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวลงอีกครั้ง หลังตลาดมีการคาดหมายว่าปริมาณสำรอง
น้ำมันดิบในสหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์ก่อน ที่จะประกาศในคืนวันพุธนี้จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีก
ทั้งยังมีความกังวลต่อการประกาศตัวเลขการจ้างงานภาคนอกเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ที่
คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ที่คาด
ว่าจะชะลอตัวลงอย่างมากในช่วง 2H53 นี้ โดยเฉพาะความอ่อนแอของภาคแรงงาน โดยล่าสุด
วันนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าไนเม็กส์อ่อนตัวลงกว่า 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล สู่ 71.68
เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 72.11 เหรียญฯต่อ
บาร์เรล โดยฝ่ายวิจัยคาดหมายว่าราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นจะยังคงอ่อนตัวในกรอบ 69-73
เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียม เช่น PTTEP, BANPU ยัง
คง Under Perform ตลาดต่อไปอีกระยะหนึ่ง
การเมืองร้อนแรงขึ้น จับตาสถานการณ์ช่วงกลาง ก.ย. 2553 อาจมีน้ำหนักกดดัน SET Index
ครึ่งหลังของเดือน ส.ค.2553 เป็นต้นมา สัญญาณความร้อนแรงจนถึงความรุนแรง
ทางการเมืองปรากฎให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งข่าวเรื่องระเบิดในสถานที่ซึ่งถือเป็น
สัญญลักษณ์ทางการเมือง โดยล่าสุดเกิดที่สถานีโทรทัศน์ NBT นอกจากนี้เมื่อช่วงระยะเวลาเดิน
หน้าเข้าใกล้วันที่ 19 ก.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการทำปฎิวัติ ก็ถือเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องติดตาม
สถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการกลับมาชุมนุมทางการ
เมืองรอบใหม่ สัญญาณทางการเมืองที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือเรื่องของการ
ย้ายพรรคของ ส.ส. ที่เกิดขึ้นค่อนข้างมากในช่วงนี้ พฤติกรรรมดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยบ่งชี้ว่า การ
เลือกตั้งครั้งใหม่อาจใกล้เข้ามา ทั้งนี้หากนำกรอบเวลาทางกฎหมาย 2 ส่วนเข้ามาพิจารณาคือ
การกำหนดวันเลือกตั้งที่ต้องดำเนินการในช่วง 45–60 วันหลังจากการประกาศยุบสภาฯ และ
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งที่ต้องสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นเวลา
ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้งในกรณีที่เลือกตั้งเพราะอายุสภาฯสิ้นลง และสังกัด
พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีที่เลือกตั้งใหม่เพราะยุบ
สภาฯ ซึ่งหมายความว่าการย้ายพรรคยังสามารถเกิดขึ้นได้ไปจนถึงหลังยุบสภาฯ แล้วไม่เกิน 15
วัน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าวน่าจะมีอิทธิพลในการสร้างแรงกดดันต่อ
SET Index ได้ ในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.ย.2553 นักลงทุนจึงควรเริ่มกลับมาติดตามประเด็น
ทางการเมืองใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 9:32:02
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น