ศาลพิพากษาให้โครงการที่ไม่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรง เดินหน้าต่อได้ทันที
วานนี้ (2 ก.ย. 2553) ศาลปกครองกลางได้พิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลก
ร้อนร่วมกับชาวบ้านมาบตาพุดยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 8 หน่วยงาน ที่กระทำการโดยมิชอบด้วย
กฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2552 ที่อนุญาตให้มีการออกใบ
อนุญาตแก่โรงงาน โดยไม่ได้ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ที่เกี่ยวกับสิ่งแวด
ล้อม ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับ 76 โครงการ หรือกิจกรรมใดในเขตมาบตาพุด บ้านฉาง จ.ระยอง
และใกล้เคียง ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา โดยคำพิพากษาสรุปได้ว่า “ศาลฯเพิกถอนใบ
อนุญาต ที่ออกให้แก่โครงการที่ถูกกำหนดให้เป็นประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อ
ชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตาม
ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้ง 11 โครงการ ตามที่ ครม.ได้มีมติไป
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2553” ซึ่งจาก 76 โครงการ มีเพียง 2 โครงการที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ได้แก่ 1) โครงการโรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของบริษัท ที
โอซี ไกลคอล จำกัด ของ PTTCH และ 2) โครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคอลไรด์โมโน
เมอร์ (VCM) ของโรงงานที่ 1 และโรงงานที่ 2 ของ TPC นอกจากนี้ศาลปกครองกลางยังได้มีคำ
สั่งเพิกถอน คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางที่มีก่อนหน้านี้ ที่ระงับการดำเนิน
กิจกรรมชั่วคราวของ 76 โครงการในมาบตาพุดด้วย โดยให้มีผลทันที ดังนั้นจากนี้โครงการที่ไม่
ติดอยู่ในประเภทกิจการรุนแรงตามประกาศภาครัฐ ก็สามารถดำเนินการได้ต่อ
เริ่มเดินหน้าโรงแยกก๊าซฯ 6 ได้ในงวด 4Q53…ดีต่อ PTTCH และ PTT
จากคำพิพากษาของศาลฯดังกล่าวมีเพียง 2 โครงการของ PTTCH และ TPC ที่ได้รับ
ผลกระทบ ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวเป็นส่วนขยายจากกำลังการผลิตเดิม ซึ่งไม่มีนัยฯต่อ
ประมาณการกำไร อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และฝ่ายวิจัยยังไม่รวมไว้ในประมาณการ โดย
โครงการของ PTTCH นั้นเป็นเพียงส่วนขยาย กำลังการผลิต MEG เพียง 9.5 หมื่นตันต่อปี
จากปัจจุบันที่ผลิตอยู่ที่ 3 แสนตันต่อปี และ TPC เป็นการขยายกำลังการผลิต VCM อีก 9 หมื่น
ตันต่อปี จากปัจจุบันที่ผลิตอยู่ที่ 5 แสนตันต่อปี ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะต้องทำ HIA ให้แล้ว
เสร็จก่อน (ได้รับ EIA แล้ว) และจึงสามารถไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบการได้ อย่างไรก็ตาม
สำหรับในส่วนของโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 ของ PTT นั้น ไม่เข้าข่าย 11 ประเภทกิจการรุนแรง
คาดจะสามารถยื่นของใบอนุญาต และสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ไม่เกิน 1 เดือน นับจากนี้
ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้นอีก 1 แสนตันต่อเดือน ช่วยลดภาระ
การนำเข้าก๊าซ LPG ได้มากขึ้น (จากเดิมที่ต้องนำเข้าสูงถึง 1.5 แสนตันต่อเดือน) นอกจากนี้ยัง
ส่งผลดีต่อ PTTCH ที่จะสามารถจัดหา Feedstock จากโรงแยกก๊าซฯ 6 ให้โรงงานอีเท
นแครกเกอร์แห่งใหม่ (1 ล้านตันต่อปี) เดินเครื่องได้เต็มกำลัง 100% ตั้งแต่งวด 4Q53 เป็นต้น
ไป โดยที่ฝ่ายวิจัยได้รวมไว้ในประมาณการปี 2553-2554 แล้วทั้ง PTT และ PTTCH
ปี 2554 เติบโตจากกำลังผลิตใหม่...แนะนำ “ซื้อ” ทั้ง PTTCH และ PTT
มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2553 โดยวิธี DCF ของ PTT จะเท่ากับ 314.31 บาทต่อหุ้น
และ PTTCH ภายใต้วิธี PER อิง 13 เท่า เท่ากับ 120.42 บาทต่อหุ้น ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำซื้อ
ทั้ง PTT และ PTTCH จากปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้น ทำให้โครงการต่างๆสามารถกลับมาเริ่ม
ผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่งวด 4Q53 เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตามคาดจะยังคงมีประเด็นที่ยังต้อง
ติดตามต่อเนื่องสำหรับการยื่นอุทธรณ์ของกลุ่ม NGO ต่อคำตัดสินของศาล
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 03/09/10 เวลา 10:16:52
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น