วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอส ประจำวันที่ 6 กันยายน 2553

กลยุทธ์เล่นหุ้นวันนี้-บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส



ภาวะตลาดหุ้นรายวัน


SET Index : 929.90 9.36
P/E (x) : 14.42
Volume(m.shares) : 8,707
P/BV (x) : 1.86
SET50 : 637.42 8.95
Market Cap.(Bttrn): 7.52
Turnover (Btm) : 53,221
Yield(%) : 3.24

Trading Strategy
“เข้า High Risk Zone...แต่ Flow ยังหนุน”

สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
วันศุกร์...กลุ่มพลังงานหนุน SET Index วันศุกร์ปรับขึ้น 9.36 จุด มาปิดที่ 929.90 โดยแรงหนุนหลักมาจากการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน เพราะประเด็นเรื่องมาบตาพุดคลี่คลาย รวมทั้งราคาน้ำมันดิบ & ถ่านหิน Spot ปรับขึ้น ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นมาแรงก่อนหน้า เช่น แบงค์, พาณิชย์, อาหาร, อสังหาริมทรัพย์ มีการปรับฐาน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิแต่น้อยลงเป็น 585 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 602 ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิเล็กน้อย ส่วนรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส สถาบันในประเทศทำ Net Long 230 ล้านบาท รายย่อยทำ Net Short 193 ล้านบาท ส่วนต่างชาติทำ Net Short เพียงเล็กน้อย
เข้า High Risk Zone...แต่ Flow ยังหนุน ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ได้แก่ 1) การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว หลังปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย และโรงงานเกือบทั้งหมดที่เคยถูกระงับชั่วคราวกลับมาดำเนินการได้ (ยกเว้นโรงงาน MEG ของเครือ PTTCH และโรงงาน VCM ของ TPC ที่เข้าข่ายอาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ และต้องทำตามมาตรา 67 วรรค 2 ก่อน) ซึ่งเป็นบวกกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, วัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์ & เหล็ก), นิคมอุตสาหกรรม และธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อยกู้ได้เพิ่มขึ้น, 2) การประมูลใบอนุญาต 3G ซึ่งจะเป็นบวกกับกลุ่มสื่อสารที่คาดว่าจะได้รับใบอนุญาต คือ ADVANC, DTAC, TRUE และเป็นผลดีกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่จะปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเพื่อลงทุนในธุรกิจ 3G คือ BBL, KBANK, SCB และ 3) การไหลเข้ามาลงทุนของเม็ดเงินต่างชาติ เพื่อแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า ทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน แต่ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเสี่ยงจาก 1) Valuation ของตลาดและหุ้นที่สูงขึ้นมาก ราคาหุ้นได้สะท้อนถึงแนวโน้มในอนาคตใน 12 เดือนข้างหน้าหรือมากกว่าไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว, 2) กลุ่ม NGOs จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลฯ ที่ให้โครงการส่วนใหญ่ที่ถูกระงับดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุดกลับมาดำเนินการ และ 3) ความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และจีนใน 2H53 ที่ชะลอตัวลง ในเชิงกลยุทธ์ : มีหุ้นต้นทุนต่ำอยู่แล้วให้ถือต่อ การเข้าซื้อใหม่เพื่อเก็งกำไรตาม Flow เน้นเข้า-ออกเร็ว
หลักทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ CNT (เป็นผู้รับเหมาที่เน้นงานก่อสร้างที่เป็นอาคาร ผลดำเนินงานอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว โดยมีกำไรสุทธิ 1H53 เท่ากับ 221 ล้านบาท (EPS : 0.57 บาท) สูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 52 ที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มยังไปได้ดี โดยบริษัทเข้าประมูลงานเพิ่มอีกหลายงาน และที่เป็นงานใหญ่ คือ โครงการเมกะบางนา มูลค่า 9 พันล้านบาท เป็นต้น), IVL (กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของ PET หนุนให้ผลประกอบการเติบโตก้าวกระโดด 32% ในปี 53 และ 27% ในปี 54 สำหรับ Catalyst ระยะใกล้ คือ ความสำเร็จในการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ Eastman ในสหรัฐ ถ้าซื้อได้กำลังการผลิตของ IVL จะเพิ่มขึ้น 40% หรือเพิ่ม PET/PTA เข้ามาอีก 1.4 ล้านตัน โดยจะทราบผลของการเข้าซื้อใน 4Q53 นักวิเคราะห์ DBSV ให้ราคาพื้นฐาน 29 บาท), PTTAR (ธุรกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 2Q53 และ Spread ของอะโรเมติกส์คาดว่าจะค่อยๆ ขยับขึ้นใน 3Q53 และเพิ่มขึ้นต่อใน 4Q53 ตามอุปสงค์ที่ดีขึ้น ด้าน Valuation ยังต่ำ โดยซื้อขายที่ P/BV ที่ 1.1 เท่าต่ำกว่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1.45 เท่า) สำหรับหลักทรัพย์ที่แนะนำซื้อไปก่อนหน้า คือ PTT, PTTCH, SCC, BBL, KBANK, KTB, SCB, AMATA, ROJNA, BEC พอร์ตเล่นรอบให้พิจารณาทยอยขายเมื่อราคาปรับขึ้นแรง ส่วน BANPU, PHATRA, TVO, IVL, BH, TSTH, TRUE, MCOT, MINT, SCCC, VNG, AH, VNT, LPN ให้ถือต่อ ด้าน SNC, TMT, DCC, MODERN, CSP เงินเย็นถือลงทุนยาวรับปันผล

Key Drivers :
+ ดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นต่อ 127.83 จุด (+1.24%) หนุนโดยตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐที่ดีเกินคาด
+ สหรัฐ : ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรปรับตัวลดลง 54,000 ตำแหน่ง ในเดือนส.ค.53
- ราคาน้ำมันดิบร่วงลง เพราะสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐสูงมากและพายุเอิร์ลอ่อนกำลังลง ล่าสุด NYMEX -0.42 US$ มาปิดที่ 74.60 US$/bbl
ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot รีบาวน์ โดยปิด 3.92 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 3.00 US$/bbl
- ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ลดลง ปิดตลาด -2.30 US$ มายัง 1,251.10 US$/ออนซ์
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ปรับขึ้นต่อ โดยปิด +41 จุด มายัง 2876
กลุ่ม G20 เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความต่อเนื่องแม้ว่าจะชะลอตัวลงก็ตาม
+/- คาด GDP เยอรมนีทำสถิติเติบโตสูงสุดปี 53...แต่เศรษฐกิจประเทศอื่นในแถบยุโรปยังฟื้นตัวช้า
/- NGOs จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 15 วัน...ระยะใกล้ยังมีน้ำหนักไม่มาก แต่ไม่ควรละเลยความเสี่ยงในประเด็นนี้
+ นายกรัฐมนตรีจะเสนอกรอบความร่วมมือไทย-จีนในโครงการพัฒนาระบบรางและรถไฟความเร็วสูง
THAI : ประกาศราคาเพิ่มทุนและสัดส่วนหุ้นเดิมต่อหุ้นใหม่ 15 ก.ย. จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 16-17 ก.ย.53
+ BTS : ลดพาร์ตัดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นและขาดทุนสะสม...ทำให้จ่ายปันผลได้เร็วขึ้น & ออกหุ้นกู้รีไฟแนนซ์หนี้เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยจ่าย

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC, MODERN, CPNRF, SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : ปริมาณการขายชอร์ตไม่มาก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “บวกเล่น...ลบเลิก” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็นบวกที่พร้อมเปลี่ยนเป็นลบ (ทรงตัวเหนือ SMA 10 วัน แต่ยังมีแรงกดของสภาวะ Overbought + Divergence และโครงสร้างขาลงระยะยาว) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบปรับขึ้นก่อนแล้วถอยตามมา แนวต้าน 935-950 ดัชนีเป็นลบให้ทยอยลดพอร์ต หรืออย่างช้าเมื่อหลุด 900 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม แนวต้าน 640-650 ค่าลบให้ลดพอร์ต หรืออย่างช้าเมื่อหลุด 610
กลยุทธ์หลัก : ขายทำกำไร หรือซื้อเล่นสั้น (ต้องตามด้วยค่าบวก) หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ BLS, SCCC, PTT, BANPU, KH, BECL, BH, SPF

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
+ ดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นต่อ 127.83 จุด (+1.24%) หนุนโดยตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐที่ดีเกินคาด ทำให้ความกังวลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐผ่อนคลายลง และเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่กลับไปสู่ภาวะถดถอยอีก
+ สหรัฐ : การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค.ออกมาดีกว่าคาด ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm payroll) ปรับตัวลดลง 54,000 ตำแหน่ง ในเดือนส.ค. น้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะร่วงลง 110,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนก็ปรับตัวสูงขึ้น 67,000 ตำแหน่ง จากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 41,000 ตำแหน่ง นอกจากนั้นตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนก.ค.ที่เคยรายงานไปว่าลดลง 131,000 ตำแหน่ง ก็ถูกปรับเป็นลดเหลือเพียง 54,000 ตำแหน่ง ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนส.ค.พุ่งขึ้นสู่ระดับ 53.5 จุด จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 51 จุด
- ราคาน้ำมันดิบร่วงลง เพราะสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐสูงมากและพายุเอิร์ลอ่อนกำลังลง ทั้งนี้เมื่อวันก่อน NYMEX -0.42 US$ มาปิดที่ 74.60 US$/bbl และ BRENT –0.26 US$ มายัง 76.67 US$/bbl เนื่องจากสต็อกน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 27 ปี, ดัชนีชี้วัดกิจกรรมในภาคบริการ ลดลงเป็น 51.5 จุดในเดือนส.ค. จาก 54.3 จุดในเดือนก.ค. และเฮอริเคนเอิร์ลที่อ่อนกำลังลงยังทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเรื่องอุปทานของโรงกลั่น
ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot รีบาวน์ โดยปิด 3.92 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 3.00 US$/bbl
- ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ลดลง ปิดตลาด -2.30 US$ มายัง 1,251.10 US$/ออนซ์
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ปรับขึ้นต่อ โดยปิด +41 จุด มายัง 2876
กลุ่ม G20 เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความต่อเนื่องแม้ว่าจะชะลอตัวลงก็ตาม และมองว่าตลาดมีความกังวลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้าลงมากเกินไป
+/- คาด GDP เยอรมนีทำสถิติเติบโตสูงสุดปี 53...แต่เศรษฐกิจประเทศอื่นในแถบยุโรปยังฟื้นตัวช้า ธนาคาร KfW ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาของรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า GDP เยอรมนีปีนี้อาจเติบโต 3.6% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการรวมประเทศในปี 33 ส่วนปี 54 คาดว่าอัตราการขยายตัวจะลดลงเป็น 2.3% แต่จะยังคงอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ปัจจัยหนุน คือ การเติบโตของยอดส่งออกที่แข็งแกร่งและงบลงทุนด้านทุนในภาคเอกชน สำหรับปี 52 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว 4.7% สำหรับประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรป โดยส่วนใหญ่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า เพราะต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อดูแลสมดุลทางการคลัง ประกอบกับภาคการธนาคารยังอ่อนแอและอยู่ในช่วงของการปฏิรูป รวมทั้งสถาบันการเงินหลายแห่งต้องเพิ่มทุน

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
/- NGOs จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 15 วัน สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จะยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วันต่อศาลปกครองสูงสุดกรณีคำสั่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โครงการเกือบทั้งหมดที่ถูกระงับดำเนินการชั่วคราวในพื้นที่มาบตาพุดให้กลับมาดำเนินการได้ โดยระบุว่าจะต่อสู้ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉางซึ่งถูกกระทบจากปัญหามลภาวะ พร้อมกันนั้นจะฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีและ/หรือมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรณีการประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : ในระยะใกล้ประเด็นเรื่องการยื่นอุทธรณ์ของกลุ่ม NGOs จะยังไม่มีน้ำหนักมากนัก เพราะยังไม่ชัดเจนในประเด็นที่จะยื่นคัดค้าน และไม่แน่นอนว่าศาลปกครองสูงสุดจะรับคำร้องหรือไม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรวางใจและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากกลุ่ม NGOs ยื่นอุทธรณ์ได้สำเร็จ ก็อาจพลิก Sentiment การลงทุนในตลาดให้กลับเป็นลบได้
+ นายกรัฐมนตรีจะเสนอกรอบความร่วมมือไทย-จีนในโครงการพัฒนาระบบรางและรถไฟความเร็วสูง โดยจะเสนอแนวคิดเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะนำเสนอเข้ารัฐสภาต่อไป สำหรับเม็ดเงินลงทุน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่าในเบื้องต้นจะอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : นับเป็นบวกกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวม ในระยะยาว เมื่อรัฐบาลมีแผนลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
THAI : ประกาศราคาเพิ่มทุนและสัดส่วนหุ้นเดิมต่อหุ้นใหม่ 15 ก.ย. จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 16-17 ก.ย.53 นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินการขายหุ้นเพิ่มทุนของ THAI กล่าวว่า THAI จะเพิ่มทุน 1.5 หมื่นล้านบาท หรือออกหุ้นจำนวนไม่เกิน 1 พันล้านหุ้น โดยจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ ทั้งนี้จะประกาศราคาเพิ่มทุนและสัดส่วนหุ้นเดิมต่อหุ้นใหม่ในวันที่ 15 ก.ย.53 ทั้งนี้หุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวจะแบ่งขาย 3 ส่วน โดยส่วนแรกจะขายให้กระทรวงการคลัง 51.03% คาดว่าจะได้เงินจากส่วนนี้ประมาณ 7.65 พันล้านบาท, ขายให้กับประชาชนทั่วไปราว 15 ล้านหุ้น คาดได้เงินประมาณ 500 กว่าล้านบาท และที่เหลือขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช่คลัง คาดว่าจะได้เงิน 6.8 พันล้านบาท
+ BTS : ลดพาร์ตัดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นและขาดทุนสะสม...ทำให้จ่ายปันผลได้เร็วขึ้น & ออกหุ้นกู้รีไฟแนนซ์หนี้เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยจ่าย เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ย.53 คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ลดพาร์จาก 1 บาทเป็น 0.64 บาท เพื่อนำมูลค่าพาร์ที่ลดลงทั้งหมด 2.01 หมื่นล้านบาทไปตัดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นและผลขาดทุนสะสม สำหรับจำนวนหุ้นเรียกชำระแล้วยังคงเดิมที่ 55,889.3 ล้านหุ้น และ BVS คงเดิมที่ 0.60 บาท ณ สิ้นมิ.ย.53 ซึ่งการลดพาร์ตัดขาดทุนสะสมทำให้งบดุลแข็งแกร่งขึ้น และสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้เร็วขึ้น ทั้งนี้บริษัททมีนโยบายการจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ นอกจากนั้นยังมีมติให้ออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาทมารีไฟแนนซ์หนี้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งส่วนนี้จะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นและภาระดอกเบี้ยจ่ายต่ำลง (จากอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิม)
TOP : เพลิงไหม้ถังน้ำมันเตากระทบน้อยมาก มีข่าวว่าเกิดเพลิงไหม้ถังน้ำมันเตา 1 ถังของโรงกลั่น TOP ประมาณ 20 นาทีเมื่อคืนนี้ ซึ่งน้ำมันดังกล่าวใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งทำกำไรคิดเป็น 8% ในปี 52 และ 25% ใน 1H53 อย่างไรก็ตามบริษัทกล่าวว่าผลกระทบจากเหตุการณ์นี้น้อยมากและขณะนี้ได้กลับมาดำเนินการตามปกติแล้ว

Inside Story

Company Focus :
SYNTEC (ซื้อ -ราคาพื้นฐาน 1.87)

In The News :
HEMRAJ (ซื้อ -ราคาพื้นฐาน 2.43)

โดย บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประจำวันที่ 6 กันยายน 2553

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น