วันพฤหัสบดีที่ 09 กันยายน 2010 เวลา 10:08:51 น. INDUSTRY UPDATE : กลุ่มปิโตรเคมี : บมจ.หลักทรัพย์เอเชียพลัส
คำแนะนำการลงทุน เท่ากับตลาด
ปิโตรเคมีฟื้นตัวต่อเนื่องทุกกลุ่ม...ซื้อทั้ง PTTCH, IVL, TOP และ PTTAR
ราคาปิโตรเคมีเดินหน้าฟื้นตัวทุกกลุ่มทั้งอะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ และ PVC
สถานการณ์ราคาผลิตภัณฑ์หลักๆ ในกลุ่มปิโตรเคมีล่าสุดยังฟื้นตัวต่อเนื่องในทุกสายผลิตภัณฑ์ จากที่ลดลงไปทำระดับต่ำสุดในช่วงเดือน ก.ค.53 ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงาน 2H53 ของกลุ่มฯ ดังนี้ 1) กลุ่มอะโรเมติกส์:ราคาพาราไซลีน (Px) ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 980 เหรียญฯ/ตัน ทำระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา จากที่ลดลงไปต่ำสุดที่ 830 เหรียญฯ/ตันในช่วงเดือน ก.ค. 2553 ขณะที่ราคาเบนซีน (Bz) ยังทรงตัวสูงที่ 865 เหรียญฯ/ตัน ส่งผลให้ Spread ของราคา Px-แนฟทา และ Bz-แนฟทา สามารยืนเหนือระดับ 300 เหรียญฯ/ตัน และ 187 เหรียญฯ/ตัน ตามลำดับ ซึ่งคาดในช่วงที่เหลือของปีแนวโน้ม Spread ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นจากประเด็นบวกทั้ง Supply ใหม่ที่ได้เลื่อนผลิตเชิงพาณิชย์ (Uramqui ในประเทศจีน - กำลังการผลิตพาราไซลีน 1 ล้านตัน/ปี) ออกไปเป็นช่วงกลาง ปี 2554 จากเดิมที่จะคาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ใน 4Q53 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันราคา Px และ Bz ใน 2H53
2) กลุ่ม PVC: ราคา PVC ยังทรงตัวสูงที่ระดับ 950 เหรียญฯ/ตัน โดย Spread ของราคา PVC และวัตถุดิบเอทิลีน เท่ากับ 463 เหรียญฯ/ตัน ทั้งนี้ แนวโน้มราคา PVC ในช่วง 2H53 ยังมีโอกาสที่จะกระเตื้องขึ้นเนื่องจาก Supply ของ PVC จากจีนที่ลดลง จากการลดกำลัง
การผลิตของผู้ประกอบการที่ใช้กระบวนการผลิตแบบ Calcium Carbide ที่เริ่มมีต้นทุนสูงกว่ากระบวนการผลิตที่ใช้เอทิลีนเป็นวัตถุดิบ ซึ่งราคาเอทิลีนได้ตกต่ำลงมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้จีนต้องกลับมานำเข้า PVC มากขึ้นอีกครั้ง
3) กลุ่มโอเลฟินส์: ราคาเอทิลีนกระเตื้องขึ้นต่อเนื่องมาที่ 975 เหรียญฯ/ตัน สูงสุดในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับราคาเม็ดพลาสติก HDPE ในขั้นปลาย ยังทรงตัวสูงที่ 1.14 พันเหรียญฯ/ตัน สูงสุดนรอบ 4 เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน โดย Spread ของราคา HDPE-เอทิลีน อ่อนตัวลงเล็กน้อยมาที่ 170 เหรียญฯ/ตัน เนื่องจากราคาเอทิลีนที่ปรับตัวขึ้นรวดเร็วกว่า จาก Supply ใหม่ๆ ในภูมิภาคทีเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดเนื่องจากการหยุดเดินเครื่องของ Cracker ในภูมิภาคทั้งที่เป็น Unplanned shutdown และการ Cut run ของผู้ประกอบการที่มีต้นทุนค่อนข้างสูง 4) กลุ่ม PET สำหรับราคา MEG ซึ่งเป็นสารขั้น กลางสำหรับการผลิตเม็ดพลาสติก PET ยังทรงตัวที่ 830 เหรียญฯ/ตัน ส่วนเม็ดพลาสติก PET ในภูมิภาคเอเชียยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาที่ 1.11 พันเหรียญฯ/ตัน โดย Spread เฉลี่ยยังสูงถึง 280 เหรียญฯ/ตัน
สัญญาณกำไรกลุ่มฯ ใน 2H53 ฟื้นตัว อีกทั้งปัจจัยบวกจากมาบตาพุดที่ผลักดัน
สถานการณ์ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่กระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางกำไรของกลุ่มฯ ใน 2H53 ที่เริ่มกระเตื้องขึ้นมากกว่าที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มโรงกลั่นที่มีธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์ได้แก่ TOP และ PTTAR ซึ่งนอกเหนือจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่กระเตื้องขึ้น ธุรกิจโรงกลั่นยังมีแนวโน้มฟื้นตัวด้วยเช่นกันจากค่าการกลั่นเฉลี่ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นใน 3Q53 เทียบกับงวดที่ผ่านมา ส่วนกลุ่ม PVC ซึ่งประเมินว่าสถานการณ์ใน 2H53 จะดีกว่าช่วง 1H53 จากทั้งราคาขายและ
ปริมาณขายที่สูงขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิของ TPC ตั้งแต่ 3Q53 เป็นต้นไป
ขณะที่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มโอเลฟินส์ได้แก่ PTTCH คาดว่าทิศทางผลการดำเนินงานใน 2H53 เริ่มสดใสมากขึ้นจากกำลังการผลิตของโรงงาน PTTPE ที่จะเริ่มผลิตอย่างเต็มที่ได้มากขึ้น และเพียงพอที่จะหักล้างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัว สำหรับ IVL ฝ่ายวิจัยยังค่อนข้างเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 2H53 แม้สถานการณ์ราคาผลิตภัณฑ์และ Spread จะไม่ได้ผันผวนมากนัก แต่ปริมาณขายที่ยังทยอยเพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากประเด็นเรื่องแนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์ที่สดใสมากขึ้น
ยังมีปัจจัยบวกจากประเด็นเรื่องมาบตาพุดที่คลี่คลายซึ่งจากคำพิพากษาของศาลฯสำหรับคดีความมาบตาพุดนั้นมีเพียง 2 โครงการจาก 76 โครงการของ PTTCH และ TPC ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวเป็นส่วนขยายจากกำลังการผลิตเดิม ซึ่งไม่มีนัยฯต่อประมาณการกำไร และฝ่ายวิจัยยังไม่รวมไว้ในประมาณการ อย่างไรก็ตามสำหรับในส่วนของโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 ของ PTT
นั้น ไม่เข้าข่าย 11 ประเภทกิจการรุนแรง คาดจะสามารถยื่นของใบอนุญาต และสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่งวด 4Q53 เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลดีต่อ PTTCH ที่จะสามารถกลับมาผลิตได้อย่างเต็มที่มากขึ้นดังกล่าวข้างต้น
Top picks กลุ่มปิโตรฯ เลือก PTTCH, IVL ส่วนโรงกลั่นเลือก TOP, PTTAR
ฝ่ายวิจัยมีเลือก PTTCH และ IVL เป็นหุ้น Top picks ในกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งจะได้รับผลบวกจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นตัวและการขยายกำลังการผลิตอย่างมีนัยฯ ในปี 2554 และทำให้ EPS ปี 2554 เติบโตอย่างมีนัยฯ ส่วน Top picks กลุ่มโรงกลั่นเลือกโรงกลั่นที่มีธุรกิจปิโตรเคม๊ทั้ง TOP และ PTTAR ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เริ่มฟื้นตัวและราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่มีแนวโน้มสดใสมากขึ้นเช่นกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น