แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นไทยยังไปต่อ ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 947.10 จุด เพิ่มขึ้น 2.10 จุด
(+0.22%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมากที่ 4.7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอีก 2.1
พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
930-949**(957) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องยังคงสัญญาณบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่หากมี
การปรับตัวลงมา ติดตามการหารือรอบสอง ธปท.และสมาคมธนาคารไทยเกี่ยวกับการลดค่า
ธรรมเนียมฯ คาดอาจมีการยืดเยื้อและเป็นผลดีต่อกลุ่มธนาคาร หากดัชนีขึ้นแรงแนวต้าน 949-
957 อาจไม่ผ่าน S50U10 แท่งเทียนขาวปิดสูงขึ้น ค่า Volume และ Indicators เพิ่มขึ้นเป็น
สัญญาณบวกสอดคล้องกัน คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ แนวต้านที่ 656 แนวรับ 648
(S50U10 หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวขึ้นเปิด GAP
Indicators และ Volume เพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน คาดดัชนีปรับตัวขึ้นต่อระหว่างวันอาจลดลงปิด
GAP แนวต้านที่ 656 แนวรับที่ 643 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ
18,800-18,890 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,850-18,940
กลยุทธ์ ที่บริเวณแนวต้าน 949-957 ยังมีโอกาสที่จะถูกขายทำกำไรระยะสั้น ในขณะ
ที่ระยะกลางลดการลงทุนลงบางส่วนหรือปรับมาเล่นรอบมากขึ้น (ยกเว้นกลุ่มพลังงาน) กลุ่มสื่อ
สารมีแนวโน้มปรับตัวลงผันผวนแนะนำซื้อเก็งกำไรสำหรับTRUE ตามแนวรับขั้นบันได 3.96 /
3.80 แนวต้าน 4.40 / 4.60 ADVANCปรับตัวซื้อถือหรือซื้อเพิ่ม DTACคาดผลประกอบการดี
ต่อเนื่อง หุ้นรายหลักทรัพย์ TCAP MK สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-
Term Trade เช่น LALIN KKC หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ(แนว
ต้านเป้าหมายแรก 949) ปรับตัวลงแรงซื้อกลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงาน
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนโดจิดำราคาปิดสูงขึ้นเล็กน้อย ปริมาณการซื้อขาย
และ Indicators เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณขัดแย้งทางเทคนิคเล็กน้อย คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ
แต่เริ่มอ่อนแรงลง กรอบแนวต้านที่ 957 แนวรับที่ 940 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 940 ถือเพื่อรอขาย
ดัชนีนิกเกอิ การปรับตัวมีแนวรับสำคัญ 9,500 การปรับตัวยืนเหนือได้เป็นผลมาจาก
การคาดหวังว่าทางการจะเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนหากมีการแข็งค่าขึ้น ตลอดจนการเข้ากระตุ้น
เศรษฐกิจหากมีความจำเป็น การปรับตัวต่ำกว่าลงมาจะเป็นการปรับลงรอบใหม่ที่แนวรับ 9,300
ดัชนีฮั่งเส็ง ระยะสั้นอาจมีการปรับตัวหากไม่สามารถยืน 22,000 ซึ่งเกิดจากสัญญาณ
ทางเทคนิคที่ระดับดัชนีขึ้นมาอยู่ในเขตซื้อมาก โดยแนวโน้มจะเป็นการปรับตัวลงทดสอบแนวรับ
เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นขาขึ้น 21,800 / 21,500 ทั้งนี้คาดหุ้นในกลุ่มค้าปลีกที่ได้รับประโยชน์จาก
การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงหยุดวันชาติจีน
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : SCC (ราคาปิด 334 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 360) คาดผลประกอบ
การปี 53 กลับมาเพิ่มขึ้นราว 12.5% YoY จากแนวโน้มยอดขายปูนซีเมนต์ที่เติบโตจากปีก่อน
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและกระดาษจะได้ประโยชน์จากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้ม
ผลประกอบการระยะยาวคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างโดดเด่นอย่างต่อเนื่องในปี 54-55 โดยจะ
เริ่มเห็นผลบวกจากกำลังการผลิตใหม่อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากธุรกิจปิโตรเคมี
ที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว
(Analyst -วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Stocks in trend
SSI (ราคาปิด 1.82 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 2.08) คาดแนวโน้มผลประกอบการ
4Q53 จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง จากแนวโน้มราคาเหล็กที่กลับมาฟื้นตัวและความต้องการที่ยัง
อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ระยะยาวคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าซื้อโรงถลุงเหล็กที่
ประเทศอังกฤษ ทั้งในด้านของการวางแผนการผลิตและสต็อกสินค้าได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น รวม
ทั้งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรในอนาคตเพิ่มมากขึ้น
RCL (ราคาปิด 16.70 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 18) คาดผลประกอบการ 3Q53 จะเริ่ม
พลิกกลับมาเป็นกำไรได้ หลังขาดทุน 8 ไตรมาสติดต่อกัน เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ส่งผลให้ความต้องการใช้เรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น ด้านดัชนีค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์
HRCI ปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 52 แล้วมากกว่า 100%
TICON (ราคาปิด 14 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 14.75) ผู้บริหาร TICON คาดผล
ประกอบการ 3Q53 จะออกมาดีจากแนวโน้มการเช่าโรงงาน และคลังสินค้า ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่คาดผลประกอบการใน 4Q53 เติบโตอย่างโดดเด่นเนื่องจากจะมีการบันทึกกำไรจากการ
ขายโรงงานหลังจากหักส่วนที่ TICON ลงทุนใน TFUND 32.39% แล้วประมาณ 345 ล้านบาท
SITHAI (ราคาปิด 10.40 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร SITHAI คาดผลประกอบ
การปี 53 จะมีกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ในช่วง 1H53 จะยังขาดทุน
สุทธิ 98 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก และในช่วงสิ้นปี บริษัท
จะมีการบันทึกกำไรจากการชดเชยจากประกันภัยเหตุเพลิงใหม่ประมาณกว่า 300 ล้านบาท
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ สหรัฐรายงานดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองเดือนสงค.
เพิ่มขึ้น 7.6% แตะ 4.13 ล้านหน่วย จากระดับ 3.84 ล้านหน่วยในเดือนก.ค. ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ
ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 0.3% จากที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนก.ค.
+ 5 มาตรการที่ก.คลังอนุมัติเพื่อชะลอค่าเงินบาทแข็งไม่ใช่ยาแรงเท่ากับมาตรการ
สำรอง 30% ที่เคยประกาศใช้เมื่อ 19 ธ.ค. 49 ทั้งนี้ 5 มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 1. ผ่อน
คลายให้นิติบุคคลลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัดจำนวน 2. อนุญาตให้นิติบุคคล
ให้กู้ยืมแก่กิจการที่ไม่ใช่กิจการในเครือได้เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกินปีละ 50 ล้านเหรียญ
สหรัฐ 3. เพิ่มวงเงินที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศประสงค์จะโอนเงินไปซื้ออสังหาริม
ทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือที่พักอาศัยจากไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อรายต่อปี เป็นไม่เกิน 10
ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อรายต่อปี 4. เพื่อความคล่องตัวในการซื้อเงินตราตปท.และฝากไว้กับสถาบัน
การเงินในประเทศในบัญชีเงินฝากเงินตราตปท. จึงผ่อนคลายให้ในกรณีที่ไม่มีภาระผูกพัน ให้มี
ยอดคงค้างในบัญชีไม่เกิน 500,000 เหรียญสหรัฐ 5. ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่ต้องนำ
เงินเข้าประเทศจาก 20,000 เหรียญสหรัฐ เป็น 50,000 เหรียญสหรัฐ
+ นายกฯ ไปร่วมโรดโชว์กับตลาดหลักทรัพย์ฯ และ โกลด์แมน แซคส์ที่เมืองนิวยอร์ค
สหรัฐอเมริการะหว่าง 23-24 ก.ย.ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน
ในการลงทุนในไทย
+ ใกล้สิ้นสุดงวดระยะเวลาบัญชีไตรมาส 3 ในวันที่ 30 ก.ย. 53 ซึ่งอาจมีประเด็นการ
ทำ Window dressing
ปัจจัยลบ
- ตลาดแรงงานของสหรัฐยังตึงตัวจากการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานราย
สัปดาห์เพิ่มขึ้น 12,000 รายสู่ระดับ 465,000 รายสวนทางกับที่คาดว่าจะทรงตัวที่ 450,000
ราย
- กลุ่มประเทศยุโรปรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) โดยรวมทั้งภาคผลิตและ
ภาคบริการลดลงสู่ระดับ 53.8 จุดในเดือนก.ย.จากระดับ 56.2 จุดในเดือนส.ค.สวนทางกับที่คาด
ว่าจะปรับขึ้นเป็น 55.7 จุด
- สหภาพยุโรปรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย.ร่วงลงแตะระดับ -11.8 จุด
จากระดับ -11.2 จุดในเดือนส.ค. ดัชนีที่ลดลงต่อเนื่องและเป็นตัวเลขติดลบสะท้อนถึงความไม่
มั่นใจในเศรษฐกิจ
- ผอ.อาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท.เปิดเผยว่า กรณีที่ศาลปกครองสูง
สุดมีคำสั่งให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยุติการประมูล 3G อาจส่งผล
กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรคปชป. ความ
ขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล การออกกม.นิรโทษกรรม ทั้งปี 5 ต.ค. ครบกำหนดการประกาศใช้
พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ยังประกาศใช้ในพื้นที่ 7 จังหวัด โดยมีแนวโน้มว่าจะยกเลิกการประกาศใช้ใน 3
จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา อุดร ขอนแก่น
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 22-26 ก.ย. เป็นช่วงเวลาของการประชุมสหประชาชาติ ซึ่งนายกฯอภิสิทธิ์ จะเดิน
ทางไปร่วมประชุมด้วย
* 24 ก.ย. สหรัฐจะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือน
ส.ค.
* 24-25 ก.ย. มูดี้ส์ฯมีกำหนดเดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลเศรษฐกิจประเทศไทยเพื่อ
ทบทวนอันดับเครดิตปัจจุบันที่ Baa1
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์ลดลง 76.89 จุด หลังตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมาย
ดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลง 76.89 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับ
แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวน
ผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมาย นอกจากนี้
ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุโรป หลังจากมีรายงานว่าดัชนีกิจกรรม
ภาคธุรกิจในกลุ่มยูโรโซนยังอ่อนตัวลง โดยจำนวนผู้ว่างงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น
12,000 ราย สู่ระดับ 465,000 ราย สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่
ระดับ 450,000 ราย ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง 76.89 จุด หรือ 0.72% ปิดที่
10,662.42 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 9.45 จุด หรือ 0.83% ปิดที่ 1,124.83 จุด และดัชนี
Nasdaq ลดลง 7.47 จุด หรือ 0.32% ปิดที่ 2,327.08 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 47 เซนต์ หลังมีข่าวเกิดพายุในอ่าวเม็กซิโก
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 47 เซนต์ โดย
ตลาดได้แรงหนุนจากข่าวการเกิดพายุดีเปรสชั่นในอ่าวเม็กซิโก ทั้งนี้ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของ
สหรัฐรายงานว่า พายุหลายลูกที่ก่อตัวขึ้นทางตอนใต้ของอ่าวเม็กซิโกมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังขึ้น
เป็นพายุดีเปรสชั่น ซึ่งรายงานดังกล่าวทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าว
เม็กซิโกซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของการผลิตน้ำมันทั้งหมดของสหรัฐอาจจะหยุดชะงักและอาจจะทำ
ให้เกิดภาวะซัพพลายตึงตัว ทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือน
พ.ย.เพิ่มขึ้น 47 เซนต์ปิดที่ 75.18 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้า
กรุงลอนดอนส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 16 เซนต์ ปิดที่ 78.11 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst - อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/09/10 เวลา 9:47:03
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น