วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
ตลาดยังไร้ปัจจัยบวกใหม่ๆ แต่ Fund Flow ยังทำหน้าที่เป็นแรงหนุนที่สำคัญต่อ
เนื่อง โดยหากมีเม็ดเงินไหลเข้ามาอีก 5 พันล้านบาท จะทำให้ยอดซื้อสุทธิสะสมรอบนี้เพิ่มเป็น
5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจผลักดันให้ SET Index ขึ้นไปที่ 960 จุด ได้ ยังแนะนำให้ผสมผสานพอร์
ตระหว่างหุ้น Domestic Plays (เช่น BLA, CK, ITD BTS, SPALI, AP, LPN, TCAP,
BBL, SCB) และ Global Plays BANPU, PTTCH, PTTAR

ดอลลาร์ยังยังมีทิศทางอ่อนค่า ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเอเซีย
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่อง และตกต่ำสุดในรอบ 7 ปี เมื่อ
เทียบกับค่าเงินยูโร ทั้งนี้หลังจากเมื่อวานนี้ ที่ประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้คง
ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำ 0-0.25% เช่นเดิม เพราะยังมีความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ
ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.25% ขณะที่คาดว่าอัตราการว่างงานจะยังอยู่ในระดับสูงเกิน 9% ไปถึงปี
หน้า ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาล
เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจของสหรัฐในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บ่ายวานนี้มีการคาดการณ์
ว่า Fed อาจจะพิมพ์ธนบัตร เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในตลาด เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซีย นำโดยค่าเงินเยน ที่กลับมา
แข็งค่าขึ้นถึง 1.48% จากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากอ่อนตัวลงในช่วงก่อนหน้าเนื่องจากมีการ
แทรกแซงค่าเงิน จากธนาคารกลางญี่ปุ่น รองลงมาเป็นดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งค่า 1.07%
ตามมาด้วย เปโซของฟิลิปปินส์ 0.79% วอนของเกาหลี 0.67% อินเดียรูปีย์ 0.63% ดอลลาร์
ไต้หวัน 0.57% ดอลลาร์สิงคโปร์ 0.55% หยวนของจีน 0.52% ริงกิตของมาเลเซีย 0.34%
รูเปี๊ยะของอินโดนีเซีย 0.29% เงินบาท 0.20% ดอลลาร์นิวซีแลนด์ 0.14% และดอลลาร์ฮ่องกง
0.10% ซึ่งกระแสเงินเอเซียที่แข็งค่าขึ้นดังกล่าว เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นเอเซีย รวมถึงตลาดหุ้น
ไทย

นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนุน SET ไปต่อ
วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ด้วยมูลค่าที่สูง
ถึง 4.24 พันล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ Fund Flow เริ่มไหล
เข้ารอบแรกของปีนี้เกือบ 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในรอบนี้นับจากวันที่ 23 ก.ค. เป็นต้นมา มียอด
ซื้อสุทธิเข้ามาแล้ว 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดเพื่อนบ้านที่มีแรงซื้อเพิ่ม
สูงขึ้นเป็นลำดับ (เฉพาะที่รายงาน 4 ประเทศ) นำโดยตลาดหุ้นไทย 138 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น
18% จากวันก่อนหน้า ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 25.7 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 102% จากวันก่อน
ฟิลิปปินส์ 7.36 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นกว่า 600% และเวียดนาม ที่กลับมาซื้อสุทธิ 3.19 ล้าน
เหรียญฯ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเซียตั้งแต่ต้นสัปดาห์ถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้น
เฉลี่ยราว 0.57% ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมาทำสถิติแข็งค่าสุดใหม่ในรอบ 13 ปี ที่ 30.62
บาทต่อเหรียญฯ ด้วยแนวโน้มค่าเงินเอเซียที่ยังคงมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวทาง
เศรษฐกิจในภูมิภาคที่แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือยุโรป ยังน่าจะ
เป็นปัจจัยหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่องตลอดจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. นี้เป็นอย่างน้อย และยัง
เป็นปัจจัยสำคัญหนุนให้ SET มีโอกาสไต่ระดับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปีอย่างต่อเนื่อง โดยหาก
กำหนดให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีก 5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดซื้อสะสมรอบนี้
ของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปีหลัง ที่ Fund
Flow เคยไหลเข้ามาและออกไป จะหนุนให้ SET ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 960 จุดได้ แต่หาก Fund
Flow ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกมากถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดซื้อสะสมสุทธิรอบนี้
พุ่งสู่ 6 หมื่นล้านบาท เทียบเท่าระดับปกติที่ Fund Flow มักจะไหลเข้ามาและไหลออกไป เรา
จะมีโอกาสเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 999 จุดได้

มีความเป็นไปได้ที่การประมูล 3.9G จะเกิดภายใต้องค์กรใหม่คือ กสทช. ADVANC ความ
เสี่ยงต่ำสุด
วันนี้เวลา 9.00 น. ศาลปกครองสูงสุดจะนัดฟังคำสั่ง กรณีที่ กทช. อุทธรณ์คำสั่งคุ้ม
ครองชั่วคราวให้หยุดการเปิดประมูลใบอนุญาติ 3.9G ซึ่งผลที่ออกมาหากศาลฯ คงคำสั่งคุ้มครอง
ชั่วคราวก็จะทำให้กระบวนการประมูลต้องยุติลง และ กทช.ต้องคืนเงินประกัน 1.28 พันล้านบาท
ให้กับผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละราย แต่หากศาลฯ ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และเปิดทางให้
กระบวนการประมูล 3.9 G เดินหน้าต่อไปได้ หาก กทช. ต้องการประมูลต่อก็สามารถจัดการ
ประมูลได้ภายใน 2 วัน อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความเห็นจากกรรมการ กทช. บางส่วน ที่เห็นว่าการ
จัดประมูล 3.9G ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบันที่ กรรมการ กทช. บางส่วนจะหมดวาระ, คดีฟ้องร้องต่อ
ศาลปกครองในเรื่องของอำนาจ กทช. ในการจัดการประมูลยังไม่มีข้อสรุป อีกทั้ง พ.ร.บ. องค์กร
จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ฯ ก็จะถูกนำเข้าสู่การ
พิจารณาของสภาฯ โดยจะมีการจัดตั้งกรรมการร่วมของ 2 สภาฯ เพื่อพิจารณา ซึ่งคาดว่า
กฎหมายน่าจะมีผลบังคับใช้ในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า (พฤศจิกายน 2553) อาจทำให้การ
เร่งจัดการประมูล 3.9G ในปัจจุบันดูไม่สง่างาม และอาจมีปัญหาตามมาในภายหลัง เมื่อประเมิน
สถานการณ์โดยรวมแล้วฝ่ายวิจัยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก ที่การประมูล 3.9G อาจ
ไม่เกิดขึ้นภายใต้องค์กรของ กทช. แต่น่าจะไปเกิดขึ้นภายใต้องค์กรของ กสทช. มากกว่า ซึ่งน่า
จะเกิดขึ้นในปี 2554 ภายใต้สมมุติฐานว่าการเมืองยังมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้แนะนำลด
น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารมาเป็น น้อยกว่าตลาด ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.2553 อย่างไรก็
ตามหากนักลงทุนต้องการมีหุ้นกลุ่มสื่อสารขนาดใหญ่ไว้ในพอร์ต เห็นว่า ADVANC น่าจะเป็นตัว
เลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะถึงแม้การประมูลจะไม่เกิดขึ้นในปี 2553 นักลงทุนก็ยังน่าจะได้รับ
Dividend Yield ประมาณ 7% ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเงินปันผลพิเศษที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วน Fair
Value ปี 2554 กำหนดที่ 104 บาท ภายใต้สมมุติฐานที่ไม่มี 3.9G




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 23/09/10 เวลา 9:27:21

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น