วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22/09/53

Trading Strategy
“Let Profit Run ตาม Fund Flow”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้...ปรับขึ้นดีกว่าคาด SET Index วานนี้ปรับขึ้น 14.15 จุด มาปิดที่
937.21 ดีกว่าคาด มูลค่าซื้อขายคึกคักขึ้นเป็น 3.2 หมื่นล้านบาท เพราะคลายความ
กังวลหลังธปท.ออกมายืนยันว่าจะยังไม่ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทเพิ่มเติมในเร็วๆ
นี้ ประกอบกับสินเชื่อเดือนส.ค.53 ของกลุ่มแบงค์กลับมาเติบโต MoM นำโดยแบงค์
ใหญ่ คือ SCB, KBANK,KTB และแบงค์เล็กเป็น TISCO, KK นักลงทุนต่างชาติซื้อ
สุทธิ 3.6 พันล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1.0 พันล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อ
สุทธิ 148 ล้านบาท ส่วนรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส สถาบันในประเทศ
ทำ Net Long 483 ล้านบาท ต่างประเทศ Long & Short ใกล้เคียงกัน ส่วนรายย่อย
ทำ Net Short
• Let Profit Run ตาม Fund Flow ผลประชุมเฟดออกมาตามคาด คือ คง
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% และธนาคาร
กลางสหรัฐได้แสดงความพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนปัจจัย
ภายใน ความกังวลเรื่องการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทของธปท.ผ่อนคลายลง
เพราะเชื่อว่าทางการจะไม่ออกมาตรการที่รุนแรงและประเมินว่าจะกระทบกับตลาด
ทุนจำกัด ซึ่งช่วยให้ Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่าน
มา สำหรับหุ้น Big Cap ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงาน แนะนำให้ Let Profit
Run ตาม Fund Flow ไปก่อน (เมื่อราคาหุ้นทำ New High หรือ SET ต่ำกว่า 925
ค่อยลดพอร์ต) ส่วนหุ้น Mid-Small Cap ยังเน้นการเลือกซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการ
Turnaround หรือมีข่าวบวกรออยู่ ซึ่งหลักทรัพย์ที่เราเห็นว่าน่าสนใจ ได้แก่
• ITD : จะมีการขายหุ้นน้ำเทิน 2 พาวเวอร์ที่ถือ 15% ออกไป โดยจะได้เงิน
สดเข้ามา 3-3.5 พันล้านบาท และมีกำไรจากการขายหุ้น 1-1.5 พันล้านบาท บันทึก
ใน 4Q53 รวมทั้งยังมีโอกาสที่จะบันทึกกำไรจากการขายหุ้น TTCL ซึ่งถืออยู่ 52
ล้านหุ้น ให้กับพันธมิตรญี่ปุ่นของ TTCL โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา นอกจากนั้น
บริษัทมีโอกาสได้งานใหม่เข้ามาหลังรัฐบาลเร่งเดินหน้าลงทุนในโครงการ
สาธารณูปโภค แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 5 บาท
• LPN : ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในเกณฑ์สูงซึ่งเป็นไปตามการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจ และหากธปท.ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาทก็จะ
เป็นบวกกับยอดขายที่พักอาศัย ด้านการดำเนินงาน คาดว่าใน 4Q53 บริษัทจะมี
รายได้และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพราะโอนกรรมสิทธิ์หลายโครงการ สำหรับ
Backlog ณ สิ้น 2Q53 สูงถึง 13.7 พันล้านบาททำให้การรับรู้รายได้ใน 2 ปีข้างหน้ามี
ความมั่นคงสูง คาดว่ากำไรสุทธิปี 54 จะขยายตัวเพิ่มเป็น 19% จาก 12% ในปีนี้
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ปันผลสูง คาด Dividend Yield ปี 53-54 เท่ากับ 5-6% แนะนำ
ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 12.25 บาท
• TASCO : ความต้องการใช้ยางมะตอยในประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็น
ไปตามงบประมาณการก่อสร้างและซ่อมแซมถนนของกรมทางหลวงและ
กรมทางหลวงชนบทที่เพิ่มขึ้นกว่า 40% ในปีงบประมาณ 54 ขณะที่โรงกลั่น
ยางมะตอยในมาเลเซียมีแนวโน้มการส่งออกที่สดใส โดยคาดว่าตลาดส่งออกอย่าง
จีน และเวียดนามมีความต้องการใช้ยางมะตอยสูงมากเพราะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจ
ขยายตัวสูง ซึ่งการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้มาร์จิ้นของโรงกลั่นในมาเลเซียดี
ขึ้นคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 54 เติบโตต่อ 16% ให้ราคาพื้นฐาน 80.4 บาท อิงกับ
P/E ปี 54 ที่ 12 เท่า
• คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ หุ้นที่แนะนำซื้อตามด้วยค่าบวกหรือซื้อจังหวะอ่อน
ตัว (โดยทางที่ดี SET ไม่ควรต่ำกว่า 925) ได้แก่ ITD, LPN, TASCO ส่วนหลักทรัพย์
ที่แนะนำซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ CK, AMATA, ROJNA, SCC, IVL,MAJOR,
TMB หุ้นปันผลเด่น มีเงินเย็นสามารถทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่
SNC, TMT, DCC,MODERN, CSP, TICON, LPN, SPALI ในด้านการวิเคราะห์ทาง
เทคนิค หาก SET ยืนเหนือ 925 ได้ก็มีลุ้นขึ้นทดสอบแนว 940+/- (บริเวณ High เดิม)
หรือ New High แต่ถ้าต่ำกว่า 925 จะดูไม่ดี ควรลดพอร์ตตาม

Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์ทรงตัว (+7.41 จุด)...เฟดคงดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25%
ตามคาด
+ สหรัฐ : ตัวเลขการเริ่มก่อสร้างบ้านเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 10.5%...ดีกว่าคาด
- ราคาน้ำมันดิบร่วงลง โดย NYMEX –1.34 US$ มาปิดที่ 73.52 US$/bbl
เพราะกังวลสต็อกน้ำมันดิบสูง
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ทรงตัว โดยปิดที่ 3.34 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.30 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด –66 จุด มายัง
2562
- ราคาทองคำที่ตลาด COMEX อ่อนลง โดย –6.50 US$ มาปิดที่ 1,274.30
US$/ออนซ์
+ ธปท.ระบุว่ายังไม่ออกมาตรการควบคุมเงินไหลเข้าตลาดเงินในเร็วๆนี้
+ นายกรัฐมนตรีให้เร่งนำพ.ร.บ.จัดตั้งกสทช.เข้าพิจารณาในสภาผู้แทน
ราษฎรเพื่อรองรับ 3G
-/+ รมว.พลังงานไม่เห็นด้วยกรณี PTT เข้าร่วมประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์...แนะ
นำซื้อเก็งกำไร BJC

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : TMB 7.3%, THAI 5.1% ของปริมาณซื้อ
ขายกระดานหลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ดี...ต้องไม่มีค่าลบ” ระยะสั้นสัญญาณทาง
เทคนิควกกลับเป็นบวกอีกครั้ง (ขึ้นเหนือ SMA 10 วัน และมีแรงกดจากสภาวะ
Overbought + Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีสิทธิปรับขึ้น
ก่อน แนวต้าน 940-950 ลดพอร์ตตามเมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 925
สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม หากรีบาวน์ต่อจะมีแนวต้าน 650 หรือ
660 ค่าลบให้ลดพอร์ตตามและ Stop loss เมื่อหลุด 630 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตาม
ด้วยค่าบวกเพื่อขายที่แนวต้าน หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ KTB, SCC, LPN,
LANNA,TRUBB, BH, ROBINS, MINT

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์ทรงตัว (+7.41 จุด)...เฟดคงดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25%
ตามคาด ตลาดปรับขึ้นในช่วงแรกแต่ก็ลดช่วงบวกลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเฟดจะแสดง
ความพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วต่อ
ไป และจะดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้การว่างงานเพิ่มขึ้น สำหรับอัตราดอกเบี้ย
ระยะสั้นธนาคารกลางสหรัฐคงไว้ที่ 0-0.25% และระบุว่ามีแนวโน้มจะทรงตัวต่ำไป
อีกระยะ
+ สหรัฐ : ตัวเลขการเริ่มก่อสร้างบ้านเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 10.5% เป็น 598,000
ยูนิต สูงสุดในรอบ 4 เดือน ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ส่วนการขอนุญาตก่อสร้าง
เพิ่มขึ้น 1.8% เป็น 569,000 ยูนิต บ่งชี้ว่าตลาดที่พักอาศัยเริ่มมีเสถียรภาพหลังสิ้นสุด
มาตรการลดหย่อนภาษี
- ราคาน้ำมันดิบร่วงลง โดย NYMEX –1.34 US$ มาปิดที่ 73.52 US$/bbl
ส่วน BRENT –0.90 US$ มายัง 78.42 US$/bbl เพราะกังวลสต็อกน้ำมันดิบที่อยู่ใน
ระดับสูงเมื่อการปิโตรเลียมสหรัฐ (API) รายงานสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์สิ้นสุด 17
ก.ย.ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรล
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ทรงตัว โดยปิดที่ 3.34 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.30 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด –66 จุด มายัง
2562
- ราคาทองคำที่ตลาด COMEX อ่อนลง โดย –6.50 US$ มาปิดที่ 1,274.30
US$/ออนซ์

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ ธปท.ระบุว่ายังไม่ออกมาตรการควบคุมเงินไหลเข้าตลาดเงินในเร็วๆนี้ วานนี้
(21 ก.ย.) ผู้ว่าการธปท. ระบุว่าธปท.ยังไม่มีมาตรการเพื่อควบคุมเงินทุนต่างประเทศที่
ไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรไทยในเร็วๆ นี้ โดยเชื่อว่ามาตรการที่มีอยู่ยังสามารถดูแลการ
เคลื่อนย้ายเงินทุนได้ แต่'หากมีความจำเป็น' ธปท.ก็พร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติม
ในการดูแลตลาดตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนแต่ไม่ใช่ใน 1-2 วันนี้
+ นายกรัฐมนตรีให้เร่งนำพ.ร.บ.จัดตั้งกสทช.เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อรองรับ 3G วานนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สั่งการ
ให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกับคณะ
กรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลให้นำร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และ
กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)
เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เพื่อให้
ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วและรองรับ 3G
-/+ รมว.พลังงานไม่เห็นด้วยกรณี PTT เข้าร่วมประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์...แนะนำ
ซื้อเก็งกำไร BJC เนื่องจากไม่ใช่ธุรกิจหลักที่เกี่ยวกับพลังงาน ประกอบกับกรณีการ
เข้าประมูลซื้อคาร์ฟูร์ยังไม่ได้มีการเสนอให้บอร์ดของบริษัทพิจารณาอย่างเป็นทาง
การ เป็นเพียงความคิดของฝ่ายบริหารเท่านั้น
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : มีโอกาสที่ PTT จะถอนการประมูลซื้อคาร์ฟูร์รอบ
ที่ 2 ซึ่งกำหนดไว้ในปลายต.ค.-ต้นพ.ย.53 ทั้งนี้คาร์ฟูร์ ต้องการจะขายกิจการใน
มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย ในราคาราว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และได้มีการประมูล
ซื้อไปแล้วในรอบแรกเมื่อต้นก.ย.53 ซึ่งผู้ที่ยื่นประมูลซื้อและผ่านเข้าสู่รอบสอง คือ
บริษัทกาสิโนของฝรั่งเศส+BIGC, บริษัทเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป, BJC และ PTT (ผู้ที่ไม่
ผ่านรอบแรก คือ เทสโก้ของ อังกฤษ, อิออนของญี่ปุ่น และแดรี่ ฟาร์ม ของสิงคโปร์)
ซึ่งหาก PTT ถอนการประมูลซื้อรอบที่ 2 ก็จะเป็นบวกกับกลุ่มที่เหลือ คือ กลุ่มกาสิโน
+BIGC, บริษัทเครือเซ็นทรัล และ BJC เพราะคู่แข่งลดลงทำให้มีโอกาสที่จะ
ชนะประมูลมากขึ้น ในเชิงกลยุทธ์ เราชอบ BJC เพราะแม้ว่าจะไม่มีส่วนของคาร์ฟูร์
เข้ามา ธุรกิจก็เดินหน้าไปได้ดี โดยใน 2H53 ธุรกิจขวดแก้วและกระป๋องอลูมิเนียมทำ
กำไรได้สูง เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำ ส่วนธุรกิจอุปโภคและบริโภคมีแนวโน้มว่ามาร์
จิ้นจะดีขึ้นเล็กน้อย การเข้าซื้อมาลายา กล๊าซจะช่วยขยายรายได้และกำไรในปี 54
นอกจากนั้นบริษัทยังเล็งที่จะลงทุนในตลาดเวียดนามซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง
เพิ่มขึ้นด้วย



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 22/09/10 เวลา 14:08:11

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น