วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 21/09/53

แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นปิดลบเล็กน้อย ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 923.06 จุด ลบ 0.51 จุด
(-0.06%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นปานกลางที่ 2.1 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติพลิกเป็น
ซื้อสุทธิ 1.7 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
915-931 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.6 พันล้านสอดคล้องกับมาตรการดูแลค่าเงินบาทที่ผ่อน
คลายอย่างมาก ในขณะที่ทางออก3G หลังวันพฤหัสบดีที่ให้ทำบนคลื่นเดิมเป็นสัญญาณบวกต่อ
ราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสาร มีโอกาสที่ดัชนีจะกลับตัวขึ้นตามตลาดต่างประเทศ แนวต้าน 931
S50U10 แท่งเทียนปิดในลักษณะโดจิดำต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ค่า Volume และ
Indicators ลดลงเล็กน้อย คาดการณ์ดัชนีปรับตัวลงต่อ แนวรับ 624 แนวต้านที่ 635
(S50U10 หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน HAMMER ดำ
Indicators ลดลงเล็กน้อย แต่ Volume ลดลงมาก คาดดัชนีปรับตัวลงเล็กต่อ แนวต้านที่ 636
แนวรับที่ 625 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,660-18,740 GFZ10
เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,720-18,780
กลยุทธ์ กลุ่มธนาคารปรับตัวลงแนะนำซื้อเก็งกำไร SCB(91.75-90.75) KBANK
(105-104) BBL(143.50-142) ซื้อเก็งกำไรกลุ่มสื่อสารหากปรับตัวลง ADVANCคาด
Dividend Yieldที่สูงขึ้น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หาจังหวะในการซื้อเล่นรอบ หุ้นรายหลักทรัพย์
TMB SMIT SIAM TOG สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term
Trade เช่น SIAM ADVANC หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ
(แนวต้านเป้าหมายแรก 949) ปรับตัวลงแรงซื้อกลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงาน
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนโดจิดำโดยราคาปิดต่ำลงเล็กน้อย ค่า Indicators
ลดลงต่อเล็กน้อย แต่ปริมาณการซื้อขายลดลงมาก คาดดัชนีปรับตัวลดลงต่อเล็กน้อย แนวรับที่
916 กรอบแนวต้านที่ 931 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 916 ขายทำกำไรบางส่วนในลักษณะเล่นรอบ
ดัชนีนิกเกอิ การปรับตัวมีแนวรับสำคัญ 9,500 และ 9,300 ในทางเทคนิคทิศทางการ
เคลื่อนไหวยังคงแนวโน้มขาขึ้นต่อไป แต่ระยะสั้นๆยังมีแรงกดดันจากความไม่มั่นใจต่อมาตรการ
การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน การปรับตัวจึงเป็นการปรับเพื่อขึ้นต่อ แนวต้าน 9,680
ดัชนีฮั่งเส็ง ดัชนีมีแนวต้านสำคัญเชิงจิตวิทยา 22,000 นักลงทุนเริ่มขายลดความเสี่ยง
จากวันหยุดช่วงเทศกาลในหลายตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ประกอบกับตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่
เข้ามากระตุ้น การรปรับตัวยังคงมองมีแรงซื้อคืนกลับเข้ามา โดยมีแนวรับสำคัญ 21,800 /
21,500
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)

หุ้นแนะนำพิเศษ : QH (ราคาปิด 2.68 แนะนำซื้อ เป้าหมาย 3.24 ) คาดกำไรสุทธิปี
53 ที่ 2.2 พันล้านบาทซึ่งเติบโต 30%YoY จากการรับรู้รายได้คอนโดมิเนียม 2 โครงการที่ก่อ
สร้างเสร็จและโอนในปีนี้ บริษัทมีเงินลงทุนที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้อย่างโดดเด่นได้แก่ บมจ.โฮ
มโปร (HMPRO) ซึ่งมีผลกำไรที่ดีและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง และยัง
มีบมจ. แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ปซึ่งเป็นโฮลดิ้งถือหุ้นธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย
(LHB) ที่มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเร็วๆนี้ด้วย
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)

Stocks in trend
PTT (ราคาปิด 284 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 330) ผู้บริหาร PTT คาดยอดขายปี 53 จะ
ใกล้เคียง 2 ล้านล้านบาท แม้อัตราค่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อผลงานของธุรกิจ
อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงค่าเงินได้ และคาดกำไรปี 53 จะดี
กว่าปีก่อนที่ทำได้ 5.95 หมื่นล้านบาท (ที่มา: อินโฟเควสท์)
HEMRAJ (ราคาปิด 2 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) แนวโน้มยอดขายที่ดินมีโอกาสมากกว่า
เป้าหมายที่ 1,000 ไร่ในปีนี้ เนื่องจากการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์และปิโต
รเคมี ส่วนการเข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลือใน SIL และ RIL จะช่วยหนุนรายได้ขายบริการ
สาธารณูปโภคเพิ่ม นอกจากนั้น ความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการเริ่มดำเนินการโรงไฟฟ้า
GHECO-One ได้คลี่คลายลง (ที่มา: ทันหุ้น)
IHL (ราคาปิด 8.70 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 10.10) คาดผลประกอบการ 3Q53 โดด
เด่นใกล้เคียงไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมาก และคาดกำไร
4Q53 จะยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3Q53 จากคำสั่งซื้อที่บริษัทมีอยู่ และคาดว่าจะได้รับผลบวก
จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า เนื่องจากต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ETG (ราคาปิด 3.52 แนะนำ ซื้อลงทุน เป้าหมาย 4) คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุด
แล้ว มีโอกาสเติบโตดีขึ้นใน 2H53 จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ประกอบกับการฟื้นตัวของการจับ
จ่ายใช้สอย ส่งผลให้ต้องมีการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น และคาดว่ามีแนวโน้มทยอยปรับราคา
ค่าขนส่งในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ระยะยาว ETG มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปขนส่งสินค้าพลังงาน
ปิโตรเคมี และบริการขนส่งข้ามเขตแดน ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่อง
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)

ปัจจัยบวก
+ ก.พาณิชย์รายงานยอดส่งออกเดือนส.ค.ขยายตัว 24%YoY ในช่วง 8 เดือนแรกเพิ่ม
ขึ้น 33%YoY ทำให้รมว.พาณิชย์เชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าที่ 20% หรือคิดเป็น
มูลค่า 1.83 แสนล้านดอลลาร์
+ สนง.เศรษฐกิจการคลัง(สศค.) รายงานว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง 11 เดือนแรก
(ต.ค.52-ส.ค.53) ของปีงบประมาณ 53 จากการมีรายได้เพิ่มขึ้น 21%YoY และฐานะเงินคง
คลังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งมาก

ปัจจัยลบ
- สหรัฐเปิดเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ย.ทรงตัวที่จุดต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ณ
ระดับ 13 จุด สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็ฯ 14 จุด นอกจากนี้ดัชนีแนวโน้มซื้อบ้านในอีก 6
เดือนข้างหน้ายังทรงตัวที่ระดับ 18 จุด ซึ่งการที่ดัชนีต่ำกว่าระดับ 50 จุดสะท้อนถึงมุมมองที่เป็น
ลบมากกว่ามุมมองที่เป็นบวก
- ธปท.ยอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไปและส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกโดยเตรียม
ประกาศรายละเอียดมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้เส
นอให้ก.คลังพิจารณาไว้ตั้งแต่เดือน ก.พ.53 โดยจะเป็นการอนุญาตให้เอกชนนำเงินออกไปลงทุน
ในตปท.ได้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นการดูแลค่าเงินบาทโดยตรง แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้
ประกอบการและผู้ลงทุนในการบริหารเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้
- กรรมการภาคประชาชนในการออกใบอนุญาต 3G กล่าวว่า หากการประมูลรอบนี้ไม่
สามารถเดินหน้าต่อไปได้จนกว่าจะมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรคมนาคม
แห่งชาติ (กสทช.) คาดว่าการประมูลครั้งใหม่จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ไม่ใช่แค่ 90 วันตาม
คาดการณ์กันไว้ เนื่องจากการจัดตั้ง กสทช.ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการตามกม.ถึง 7 ขั้นตอน
- ปัจจัยการเมืองยังส่งผลลบต่อตลาดหุ้นไทยจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรคปชป. และ
ล่าสุดในวันนี้กกต.มีจัดลงมติกรณีความเป็นรมต.ของนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล ซึ่งเป็น
รมว.มหาดไทยว่าจะสิ้นสภาพหรือไม่จากการเข้าข่ายที่คู่สมรสและบุตรถือหุ้นในบมจ.ชิโนไทย
(STEC) ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานของรัฐ

ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 21 ก.ย. ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)
นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามเดิมที่ระดับ 0-0.25% และยังดำเนิน
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อไปอีกเพื่อหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง และสหรัฐจะเปิด
เผยตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตสร้างบ้านในเดือน ส.ค.
* 22 ก.ย. ศาลปกครองฯให้ กสท.ยื่นแก้ต่างคำอุทธรณ์กทช.ที่ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครอง
ชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ระงับการประมูลใบอนุญาต 3G ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลข
สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล
* 23 ก.ย. ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่ง กรณี กทช. ยื่นอุทธรณ์ขอยกเลิกคำสั่งการระงับ
ประมูล 3G ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ยอดขายบ้านมือสอง
เดือนส.ค. และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนส.ค.
* 24 ก.ย. สหรัฐจะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.
* 24-25 ก.ย. มูดี้ส์ฯมีกำหนดเดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลเศรษฐกิจประเทศไทยเพื่อทบทวน
อันดับเครดิตปัจจุบันที่ Baa1
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)

Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 145.77 จุด จากแรงเข้าซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มการเงินและ
กลุ่มธนาคาร
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 145.77 จุด โดยตลาดได้แรงหนุนจากแรง
ซื้อเก็งกำไรของนักลงทุนที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มการเงินและกลุ่มพลังงานโดยคาดหวังว่าการ
ประชุมของเฟดที่จะมีขึ้นในคืนวันอังคารที่ 21 ก.ย.ตามเวลาประเทศไทย เฟดจะคงตรึงอัตรา
ดอกเบี้ยระยะสั้น (fed fund rate) ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 0-0.25% ต่อไป และ
คาดหวังว่าเฟดจะเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) เพื่อกระตุ้น
เศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 145.77 จุด หรือ 1.37%
ปิดที่ 10,753.62 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 17.12 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 1,142.71 จุด
และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 40.22 จุด หรือ 1.74% ปิดที่ 2,355.83 จุด

ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 1.20 เหรียญ หลังดอลลาร์อ่อนค่าและคาดว่าสต๊อกน้ำมันจะลดลง
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.กลับมาเพิ่มขึ้น 1.20 ดอลลาร์
ต่อบาร์เรล ภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันเป็นไปอย่างคึกคักตามตลาดหุ้นวอลสตรีทที่เพิ่มขึ้นสูง
สุดในรอบกว่า 4 เดือน นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อ
เทียบกับเงินยูโร รวมถึงการคาดการณ์ที่ว่าสต๊อกน้ำมันดิบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลง
โดยตลาดคาดว่าสต๊อกน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่
ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.20 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.86 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.13 ดอลลาร์
ปิดที่ 79.34 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 21/09/10 เวลา 9:55:18

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น