วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 20/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
เงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ ซึ่งอาจกดดันให้ ธปท. อาจจะต้องชะลอการขึ้น
ดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งน่าจะเอื้อต่อหุ้น Domestic Plays KH, KK, CK, ITD BTS, BMCL,
SPALI, AP, LPN ขณะที่ให้สะสมหุ้น Global Plays BANPU, PTTCH, TOP, PTTAR

เงินบาทยังแข็งค่าตามเอเซีย เพราะยังมี Fund Flow ไหลเข้าตราสารหนี้
สรุปว่าเงินบาทยังคงแกว่งตัวในทิศทางแข็งค่า โดยล่าสุดพบว่าเงินบาทขึ้นมาทำสถิติสูง
ใหม่อีกครั้งมาที่ 30.72 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เป็นผลจากที่นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิ
ในตลาดตราสารหนี้สูงถึง 4.86 พันล้านบาท หลังจากที่ขายสุทธิต่อเนื่องในช่วง 2 วันก่อนหน้า ทำ
ให้ยอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ จากต้นปีจนปัจจุบันยังคงสูงถึง 1.689 แสนล้านบาท ตรงข้าม
กับที่กลับขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยมูลค่าราว 1 พันล้านบาท นับเป็นการขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่
3 โดยรวมทำให้ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนในตลาดหุ้นเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านบาท จากต้นปีจน
ปัจจุบัน ทั้งนี้แม้ทาง ธปท. ได้ยืนยันที่จะใช้นโยบายการบริหารและจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเช่น
เดิม โดยคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการขายทำกำไรตามปกติ หลังจากที่มีส่วนต่างของราคาหุ้น
ราว 13% หากนับตั้งแต่ Fund Flow ไหลเข้าในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.ค. 2553 โดยยังมิได้
รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกราว 4.66% หรือหากพิจารณาผลตอบแทนทั้งหมดจะสูงถึง
17% ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ซึ่งคาดตลาดหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในภูมิภาค
หากนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทำให้อัตราการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทย นับจากนี้อาจจะค่อย ๆ
ขึ้น และน่าจะเริ่มปรับขึ้นน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเซีย โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่านักลงทุนต่าง
ชาติยังคงซื้อสลับขาย แต่โดยรวม แล้วยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซียเกือบทุกแห่ง (อินเดีย
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้) แต่ในอัตราชะลอตัว ยกเว้นตลาดหุ้นไทยที่ขายสุทธิมากกว่า แต่
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงหนุนจากผลกำไรต่อหุ้นของตลาดที่สูง 20% ในปีนี้ และ 14% ในปีหน้า
ของไทย ยังเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ ตราบที่ปัญหาในยุโรป และสหรัฐ ยังมีอยู่

ยังให้ความสำคัญต่อการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุม 20 ต.ค. นี้
แม้ประเทศไทยจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาแล้วเพียง 2 ครั้ง รวม 0.5% มาอยู่ที่ 1.75%
ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะปรับขึ้นล่าช้า และน้อยกว่าหลายประเทศในเอเซีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย (ขึ้น 4
ครั้งรวม 1.75%) และมาเลเซีย (ขึ้น 3 ครั้งรวม 0.75%) แต่หากพิจารณาเงินเฟ้อในประเทศ
ไทยล่าสุดเดือน ส.ค. อยู่ในระดับ 3.3% เริ่มชะลอตัวจาก 3.5% ในเดือน ก.ค. 2553 ฝ่ายวิจัย
คาดหมายว่าเงินเฟ้อของไทยน่าจะเริ่มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากราคาอาหารเริ่ม
อ่อนตัวลง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อหมู และไก่ เป็นต้น ประกอบกับแรงกดดันทางด้านเงินบาท
แข็งค่ามีมากขึ้น อาจจะทำให้ ธปท. ต้องพิจารณาชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เช่นเดียวกับ
หลายประเทศที่ประสบเงินบาทแข็งค่า และ อาจจะต้องเข้าแทรกแซงนโยบายเงินตราต่าง
ประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่ประสบปัญหาค่าเงินแข็งค่ามาก
เกินไป ทำให้ธนาคารกลางทั้ง 2 ประเทศได้ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2-3 เดือนที่
ผ่านมา ซึ่งประเด็นการชะลอขึ้นดอกเบี้ย อาจจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อการกระตุ้นการเก็งกำไร
ในหุ้นอสังหาริมทรัพย์อีกรอบในระหว่างที่ตลาดหุ้นยังคงขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ หนุนตลาด โดย
เฉพาะหุ้นในหมวดรับเหมาก่อสร้างที่ยังมีประเด็นความคืบหน้าของการประมูลรถไฟฟ้าสาย
ใหม่ๆ ที่อยู่ในแผน เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ซึ่งน่าจะมีการยื่นซองประกวดราคาใน
วันที่ 1 ธ.ค. และ 2 ธ.ค. 2553 หลังจากที่ผู้รับเหมาได้ซื้อซองประมูลสัญญา 1 และ 2 ไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจ้าของโครงการคือ รฟท. ซึ่งใช้แหล่งเงินกู้จากประเทศญี่ปุ่น
คือ ไจก้า จึงอาจจะทำให้ขั้นตอนในการประมูลล่าช้ากว่าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าอื่น ๆ ที่ใช้
แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมในประเทศ เช่น รถไฟฟ้าสีน้ำเงิน (และเจ้าของโครงการคือ รฟม.) เป็น
ต้น

การประมูล 3G ยังยืดเยื้อ และน่าผิดหวัง แต่ราคาหุ้นในตลาดได้สะท้อนไปแล้ว
การที่ราคาหุ้นสื่อสาร (SETICT) ปรับตัวลดลงอย่างมากเกือบ 10% ในวันศุกร์เพียง
วันเดียว โดยพบว่ามีเพียง TRUE ที่ปรับตัวลดลงมากสุดถึง 27% ตามมาด้วย DTAC และ
ADVANC ปรับตัวลดลง 13% และ 9% ตามลำดับ ถือว่าเป็นการสะท้อนความเสี่ยงในการ
ประมูลใบอนุญาต 3G ที่อาจจะต้องล่าช้าเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เพื่อรอผลการพิจารณาในชั้น
ศาลแล้ว และในวันนี้เวลา 8.30 น. ศาลปกครองสูงสุดได้นัดฟังคำสั่ง ในกรณีที่คณะกรรมการ
กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุด คุ้มครองอำนาจในการ
ออกประกาศหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต 3G หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง
ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในกรณีที่ บมจ. กสท. โทรคมนาคม (กสท.) เป็นโจทก์ยื่นร้องต่อศาลฯ
ให้ กทช. ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เนื่องจากเห็นว่า กทช. ชุด
ปัจจุบัน ไม่มีอำนาจในการออกประกาศหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต 3G ตาม พ.ร.บ. จัดสรรคลื่น
ความถี่ ปี 2543 ที่ประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งปัจจุบันรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกยก
เลิกไปแล้ว นอกจากนี้ หากพิจารณามูลค่าหุ้นของผู้ประกอบการสื่อสารใหญ่ทั้ง 2 ราย คือ
ADVANC, DTAC โดยคำนึงถึงเฉพาะธุรกิจ 2G พบว่า Fair Value ปี 2553 จะอยู่ที่ 99.7
บาท 48.8 บาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 104.52 บาท และ 52.29 บาท ในปี 2554 พบว่ายังมี
upside 17% และ 34% ตามลำดับ ยกเว้น TRUE แม้ใช้ Fair Value ปี 2554 จะอยู่ที่ 3.62
บาท เพิ่มขึ้นจาก 2.64 บาท ในปี 2553 ราคาหุ้นปัจจุบันยังมีความเสี่ยงขาลงอยู่ โดยสรุปนักลง
ทุนที่ถือหุ้น ADANC, DTAC ยังแนะนำให้ถือหุ้นต่อไป เพราะในภาวะความไม่แน่นอนในการ
ประมูล 3G คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการบางรายที่มีเงินสดเหลือ อาจจะเพิ่มอัตราการจ่ายเงิน
ปันผลพิเศษ เช่นในกรณีของ ADVANC ปีดำเนินงาน 2552 ได้จ่ายเงินผลสูงถึง 11.30 บาทต่อ
หุ้น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินปันผลพิเศษ 5 บาทต่อหุ้น โดยในปีดำเนินงาน 2553 มีแนวโน้มจะ
จ่ายเงินปันผลพิเศษเช่นเดียวกับปี 2552 หากการประมูล 3G ยืดเยื้อ



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/09/10 เวลา 9:20:51

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น