วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 20/09/53

Trading Strategy
“จับตา 3G, ค่าเงินบาท และถ้อยแถลงเฟด”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วันศุกร์...ตลาดดีกว่าคาด SET Index วันศุกร์ดัชนีตลาดหุ้นไทย Perform
ดีกว่าคาด แม้จะร่วงแรงในช่วงแรก โดยลงไปต่ำสุด 917.01 (-7.8 จุด) แต่ก็มีแรงซื้อ
กลับเข้ามาในหุ้นบางตัว เช่น BBL, KTB, KBANK, BAY, PTT, PTTAR,SCC รวมถึง
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC), วัสดุก่อสร้าง (TASCO, TMT), สื่อ & บันเทิง
(BEC, MAJOR) และพาณิชย์ (CPALL, HMPRO) ปิดตลาดดัชนี -1.24 จุด มาปิดที่
923.57 นักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างชาติขายสุทธิ 2.8 และ 1 พันล้านบาท
ตามลำดับ ส่วนพอร์ตบล.และรายย่อยซื้อสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่าง
ชาติทำ Net Long สูงถึง 1.7 พันล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศและรายย่อยทำ
Net Short
• จับตา 3G, ค่าเงินบาท และถ้อยแถลงเฟด ปัจจัยที่จับตาในสัปดาห์นี้ คือ
1) วันที่ 23 ก.ย. เวลา 9.00 น.) ศาลปกครองสูงสุดนัดรับฟังคำสั่ง หลังจากศาลฯได้รับ
คำร้องอุทธรณ์ของกทช.กรณีให้เพิกถอนคำสั่งศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งระงับ
ชั่วคราวการเปิดประมูล 3G ของกทช. โดยหากศาลปกครองสูงสุดให้เป็นไปตาม
คำตัดสินของศาลปกครองกลางการประมูล 3G ต้องเลื่อนออกไป และต้องจัดตั้ง
กสทช.มาพิจารณาหลักเกณฑ์และเปิดประมูล 3G แทนกทช. ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วจะ
เป็นปี 54 แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ ยกเลิกคำสั่งศาลปกครองกลาง ทางก
ทช.กล่าวว่าการประมูล 3G ก็จะเดินหน้าต่อ โดยคาดว่าจะเริ่มประมูลได้ในกลาง
สัปดาห์นี้, 2) ผลการประชุมเฟดวันที่ 21 ก.ย.ซึ่งต้องติดตามถ้อยแถลงของเฟดที่มีต่อ
ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ, 3) การออก
มาตรการดูแลบาท ของธปท. ซึ่งขณะนี้ทางรมว.คลังได้เปิดเผยถึงมาตรการที่ธปท.
เสนอมาแล้ว ซึ่งเน้นให้นิติบุคคลและบุคคลไทยไปลงทุน,ปล่อยกู้ และซื้อสินทรัพย์
ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ถือครองเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนนี้
ทำให้ความกังวลของนักลงทุนผ่อนคลายลงในระยะสั้น แต่ยังวางใจไม่ได้ 100% และ
ต้องติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดต่อไป สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค SET
Index มีแนวต้านระยะสั้น 930+/- และจะต้องยืนเหนือ 925 ให้ได้จึงจะมีลุ้น 940-
945 หรือสูงกว่า ในด้านการอ่อนตัว มีแนวฟิวเตอร์ที่ 910 หากต่ำกว่าจะดูไม่ดี ควรลด
พอร์ตตาม
• คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การลงทุนในช่วงนี้ ต้องใกล้ชิดตลาดและใช้ความ
ระมัดระวังสูง ในทางที่ดีไม่ควรมีหุ้นเต็มพอร์ต ควรถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง (เผื่อเหลือ
เผื่อขาด) เพราะถ้าดัชนีพลิกผันเป็นลง (แรง) ก็จะได้มีโอกาสซื้อที่ต่ำ สำหรับ
หลักทรัพย์ที่เราแนะนำลงทุนในช่วงนี้ ยังคงเป็นกลุ่ม Domestic Play เช่น พาณิชย์,
รับเหมาก่อสร้าง, ที่พักอาศัย, นิคมอุตสาหกรรม, วัสดุก่อสร้าง, สื่อและบันเทิง เป็นต้น
ซึ่งหุ้นเด่นในกลุ่มดังกล่าว ประกอบด้วย CPALL, HMPRO, CK,STEC, AP, LPN,
AMATA, SCC, TMT, BEC, MAJOR ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน เราให้ BANPU เป็น Top
Pick เพราะราคาถ่านหิน Spot ที่ทรงตัวสูงทำให้ราคาขายเฉลี่ยในปี 54 จะสูงขึ้นอย่าง
มีนัยสำคัญ และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหากประมูลซื้อ Centennial coal สำเร็จ ส่วนกลุ่ม
ก๊าซ น้ำมัน และโรงกลั่นยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่เคลื่อนไหวในช่วงแคบและ
ค่าการกลั่นที่ต่ำ ส่วนธนาคารพาณิชย์ หุ้นเด่นในช่วงนี้ เป็น KBANK, KTB, TMB
สำหรับกลุ่มส่งออก ในช่วงที่แบงค์ชาติจะออกมาตรการลดการแข็งค่าของเงินบาท
น่าสนใจซื้อเก็งกำไรระยะสั้นใน DELTA, KCE สรุปโดยรวม หาก SET Index
สามารถยืนเหนือ 910 ก็ยังซื้อเก็งกำไรตามด้วยค่าบวกหรือซื้อในจังหวะอ่อนตัวได้
โดยหุ้นแนะนำสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย TMB, BANPU, HMPRO, CK, AP, AMATA,
SCC, MAJOR, KCE หุ้นปันผลเด่น มีเงินเย็นสามารถทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับ
ปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT, DCC, MODERN, CSP, TICON, LPN, SPALI

Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์บวกต่อเล็กน้อย 13.02 จุด
- สหรัฐ : ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นในเดือนก.ย.ร่วงเป็น 66.6 จาก
68.9 ในเดือนส.ค. แย่กว่าคาด
• จับตาผลประชุมและถ้อยแถลงเฟดวันที่ 21 ก.ย.นี้
- ราคาน้ำมันดิบอ่อนลงต่อ โดย NYMEX –0.91 US$ มาปิดที่ 73.66 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปิดที่ 2.96 US$/bbl จากวัน
ก่อนหน้าที่ 2.76 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด –61 จุด มายัง
2676
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ปรับขึ้น โดย +3.70 US$ มาปิดที่ 1,277.50
US$/ออนซ์
•/+ ธปท.เสนอ 5 มาตรการดูแลค่าเงินบาท แต่ในเบื้องต้นจะใช้ 3 มาตรการ
ก่อน
+/- กลุ่มสื่อสาร: การประมูล 3G จะเดินหน้าต่อหรือไม่? ศาลปกครองสูงสุดนัด
รับฟังคำสั่งในวันจันทร์ที่ 20 ก.ย.53 เวลา 8.30 น.
• การเมือง : รำลึกเหตุการณ์ 4 ปีรัฐประหารไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : BBL 8.0%, KBANK 7.3% ของปริมาณซื้อ
ขายกระดานหลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ค่าบวกเพื่อเล่นสั้น” ระยะสั้นสัญญาณทาง
เทคนิคเป็นลบ (เพราะต่ำกว่า SMA 10 วัน และมีแรงกดจากสภาวะ Overbought +
Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งลง แต่หากรักษาค่าบวกได้จะมี
ลักษณะรีบาวน์ก่อนลงต่ำ แนวต้าน 930 หรือ 940 ลดพอร์ตตามเมื่อดัชนีเป็นลบ และ
Stop loss เมื่อหลุด 910 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม หากรีบาวน์ต่อ
จะมีแนวต้าน 640 หรือ 650 ค่าลบให้ลดพอร์ตตามและ Stop loss เมื่อหลุด 620
กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวกเพื่อขายที่แนวต้าน โดยมีเงื่อนไขว่าดัชนีจะ
ต้องอยู่เหนือแนว Stop loss (แต่รอรับต่ำๆ น่าสนใจมากกว่า) หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้
คือ SCC, LPN, LH, BANPU,HMPRO, TUF, MCOT, SAT

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์บวกต่อเล็กน้อย 13.02 จุด หนุนโดยหุ้นออราเคิล ซึ่งเป็น
บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจ เปิดเผยผลกำไรและยอดขายไตรมาสแรกของ
บริษัทที่ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลัก เนื่องจากความต้องการซอฟต์แวร์ภาคธุรกิจ
ที่เพิ่มสูงขึ้น และบริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น (อาร์ไอเอ็ม) ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบล็ก
เบอร์รี่ รายงานผลกำไรสูงเกินคาด และยังได้คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจที่สดใส แต่
ดัชนีดาวโจนส์ถูกถ่วงช่วงบวกจากตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนก.ย.
ของสหรัฐที่แย่กว่าคาด
-/• ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่น
ผู้บริโภคขั้นต้นในเดือนก.ย.ร่วงเป็น 66.6 จาก 68.9 ในเดือนส.ค. ขณะที่
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะที่ระดับ 70 ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐ
เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.3%MoM ในเดือนส.ค. หลังจากปรับตัว
ขึ้น 0.3%MoM ในเดือนก.ค. ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวม
ราคาพลังงานและอาหารทรงตัวเมื่อเทียบ MoM
• จับตาผลประชุมและถ้อยแถลงเฟดวันที่ 21 ก.ย.นี้ ธนาคารกลางสหรัฐ
(เฟด) จะมีการประชุมรอบต่อไปวันที่ 21 ก.ย.53 ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะคงอัตรา
ดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% ต่อไปก่อนเพราะ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ยังคงจับตาถ้อยแถลงเกี่ยวกับ
ทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
- ราคาน้ำมันดิบอ่อนลงต่อ โดย NYMEX –0.91 US$ มาปิดที่ 73.66
US$/bbl ส่วน BRENT –0.27 US$ มายัง 78.21 US$/bbl เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจ
สหรัฐบ่งชี้ถึงโอกาสที่การขยายตัวของเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ประกอบกับบริษัท
เอ็นบริดจ์ เอ็นเนอร์จี พาร์ทเนอร์ได้เปิดท่อส่งน้ำมันจากแคนาดาไปยังโรงกลั่นในเขต
มิดเวสต์ของสหรัฐอีกครั้งแล้ว หลังจากการซ่อมแซมรอยรั่วเสร็จสิ้นลง
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปิดที่ 2.96 US$/bbl จากวัน
ก่อนหน้าที่ 2.76 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด –61 จุด มายัง
2676
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ปรับขึ้น โดย +3.70 US$ มาปิดที่ 1,277.50
US$/ออนซ์

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
• เงินทุนไหลเข้าตลาดเงินมากกว่าตลาดหุ้น 3 เท่า แหล่งข่าวจากสมาคม
ธนาคารไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเงินทุนไหลเข้า พบว่าเข้าในตลาดตราสาร
หนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวกว่าแสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการเข้ามาในตลาดหุ้นถึง 3
เท่า และขณะนี้มีเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ออกไปซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในตรา
สารหนี้ซึ่งได้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า
•/+ ธปท.เสนอ 5 มาตรการดูแลค่าเงินบาท แต่ในเบื้องต้นจะใช้ 3 มาตรการ
ก่อน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 ก.ย.53 ว่า ธปท.ได้เสนอ
มาตรการควบคุมการแข็งค่าของเงินบาทให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วรวม 5
มาตรการ แต่ในเบื้องต้นอาจมีการเลือกนำมาใช้พียง3 มาตรการเท่านั้น โดยจะคำนึง
ถึงแง่ของความเหมาะสมในการช่วยลดแรงกดดันในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนเป็น
หลัก เพื่อบรรเทาความเสียหายของผู้ประกอบการ ส่วนอีก 2 มาตรการที่เหลืออยู่
ระหว่างการพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากนำมาใช้ ทั้งนี้ 5 มาตรการในการ
ควบคุมดูแลปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท ที่ทาง ธปท. เสนอ ได้แก่
1. การพิจารณาให้นิติบุคคลหรือบุคคลไทยลงทุนในบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศ
ได้มากขึ้น
2. การให้นิติบุคคลหรือบุคคลไทยสามารถให้นิติบุคคลหรือบุคคลที่อยู่
ต่างประเทศกู้ยืมเงินเป็นสกุลต่างประเทศในจำนวนที่มากขึ้น เพื่อทำให้เงินทุน
ต่างประเทศไหลออก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน
3. การพิจารณาที่จะเพิ่มวงเงินที่นิติบุคคลหรือบุคคลโอนออกไปซื้อ
อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศจากเดิมจำกัดไว้ที่ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีข้อเสนอ
จากทางจาก ธปท. เพิ่มเพดานเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
4. การให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีความคล่องตัวในการฝากเงินสกุลเงิน
ตราต่างประเทศไว้กับสถาบันการเงินในประเทศ ให้มียอดเงินคงค้างในบัญชีได้สูง
ถึง 5 แสนเหรียญสหรัฐ
5. การขยายวงเงินค่าสินค่าส่งออกที่ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาในประเทศเพิ่ม
ขึ้นจาก ณ ปัจจุบัน 2 หมื่นเหรียญสหรัฐเป็น 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : มาตรการที่ธปท.เสนอให้กระทรวงการคลัง
พิจารณาเพื่อประกาศใช้ดังข้างต้นเป็นมาตรการที่ไม่รุนแรง ทำให้ความวิตกของนักลง
ทุนผ่อนคลายลงในระยะสั้น เพราะเดิมกังวลว่าทางการจะออกมาตรการที่เข้มงวด
มากกว่านี้ ส่วนผลต่อค่าเงินบาท ในเบื้องต้นคาดว่าจะช่วยให้เงินบาทไม่แข็งค่าขึ้น
เร็วเหมือนช่วงที่ผ่านมา (ล่าสุดเช้าวันนี้ เงินบาทอยู่ที่ 30.76 บาท/US$) อย่างไรก็
ตาม เมื่อผ่านไประยะหนึ่งแล้วเกิดพบว่ามาตรการเหล่านี้อ่อนเกินไป ทางธปท.ก็อาจ
จะต้องพิจารณาออกมาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพิ่มเติม แต่คงจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้
โดยเราคาดว่าถ้าจะมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม ก็น่าจะเป็นเดือนต.ค.53 หลัง
ผู้ว่าการธปท.คนปัจจุบันได้เกณียณอายุไปแล้ว ทั้งนี้คุณธาริษาจะเกษียณอายุและ
หมดวาระการเป็นผู้ว่าการธปท.สิ้นเดือนก.ย.53
+/- กลุ่มสื่อสาร : การประมูล 3G จะเดินหน้าต่อหรือไม่? ศาลปกครองกลางรับ
คำร้องอุทธรณ์ของกทช.กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งคุ้ม
ครองชั่วคราวการเปิดประมูล 3G และนัดรับฟังคำสั่งในวันที่ 23 ก.ย. 53 เวลา 9.00 น.
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : สัปดาห์นี้ต้องจับตาว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเพิก
ถอนคำสั่งศาลปกครองกลางหรือไม่ ทางด้านรมว.คลัง กล่าวว่า หากกสทช.จะต้อง
เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และจัดประมูลใบอนุญาต 3G ทางรัฐบาลจะเร่งรัดร่างพ.ร.บ.
องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจ
การโทรคมนาคม (กสทช.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต้นปี 54 สำหรับกฎหมายการจัดตั้ง
กสทช. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของสภาผู้แทนราษฎร
• การเมือง : รำลึกเหตุการณ์ 4 ปีรัฐประหารไม่มีเหตุการณ์รุนแรง โดยการรวม
ตัวที่ราชประสงค์สลายตัวในช่วงเย็นวันอาทิตย์ ส่วนที่เชียงใหม่มีการปราศัยและยื่น
ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยแกนนำนปช. ด้านพ.ต.ท.ทักษิณ ทวิตเตอร์ขอให้ทุกฝ่าย
ร่วมปรองดอง



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/09/10 เวลา 14:12:49

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น