กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงนี้ ตลาดหุ้นยังผันผวนตามกระแสข่าวการออกมาตรการสกัดกั้น Fund Flow แม้
ทาง ASP เชื่อว่ามาตรการที่ ธปท. จะออก ไม่น่าจะรุนแรง กลยุทธ์การลงทุนยังให้น้ำหนักการลง
ทุนในหุ้น 30% โดยให้ถือโอกาสนี้ปรับพอร์ต โดยเริ่มให้น้ำหนักหุ้น Global Plays เช่น
BANPU, PTTCH, TOP, PTTAR ผสมกับหุ้น Domestic Plays KH, KK, CK, BTS,
SPALI, AP, LPN
ดัชนีผันผวนสูง ตามความกังวลต่อการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าที่รุนแรง
วานนี้นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายหุ้นอีกครั้ง หลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่องมา 3 วัน พร้อม
กับกดดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ไหลรูดลงมาต่ำสุดกว่า 15 จุด มาปิดที่ 921.39 จุด เนื่องจากมีการ
ปล่อยข่าวร้ายต่อการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า เพื่อสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินบาทใน
ระยะสั้น โดยเฉพาะความกังวลต่อการออกมาตรการ Capital Control 30% ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ
ตลาดเลย เพราะการแข็งค่าของเงินบาท น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ เนื่องจากปัญหาหลักอยู่ที่
ประเทศคู่ค้าสำคัญ ๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรือสหรัฐ ต่างประสบปัญหาการเงินใน
ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซีย ล้วนได้ดุลการค้ากับประเทศ
พัฒนาแล้วเกือบทุกแห่ง แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเกินดุลการค้าของไทยก็จะค่อย ๆ ลดน้อย
ถอยลงในไตรมาสสุดท้ายของปี ตามผลของฤดูกาล การออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าจึง
ไม่มีความจำเป็น และที่สำคัญการประกาศใช้ Capital Control เมื่อ 18 ธ.ค. 2549 ได้สร้าง
ความเสียหายต่อตลาดอย่างมาก เพราะหลังจากประกาศใช้วันแรก ดัชนีตกต่ำมากถึงเกือบ 100
จุด และถูกต่อต้านจากนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง จนทำให้ ธปท. ต้องยกเลิกการใช้ในอีก 14
เดือนต่อมา (เมื่อ 29 ก.พ. 2551) ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่าการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าที่
รุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหากพิจารณาเงินทุนไหลเข้าที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า
90% เป็นเงินที่ไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ (พันธบัตรรัฐบาล) ขณะที่เงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นคิด
เป็นสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าการออกมาตรการที่จะชะลอการแข็งค่าของ
ค่าเงินบาท น่าจะมุ่งไปยังตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก รวมถึงการส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ยในการ
ประชุม 2 ครั้งถัดไปของปีนี้ (20 ต.ค. และ 1 ธ.ค. 2553) หลังจากที่ได้ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 2
ครั้ง รวม 0.5% มาอยู่ที่ 1.75% น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม ธปท. อาจจะ
ต้องถ่วงน้ำหนักความสำคัญระหว่างความกังวลต่อเงินเฟ้อ หรือภาคส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจาก
เงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว
ลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นสื่อสารเหลือ “เท่าตลาด” การออกใบอนุญาตล่าช้า เริ่มมีความเสี่ยง
ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นสื่อสาร จากเดิม มากกว่าตลาด เป็น เท่ากับ
ตลาด โดยคำนึงถึงความเสี่ยง 2 ประการคือ 1) ใบอนุญาต 3G ในการประมูลรอบแรกที่จะเกิด
ขึ้นภายใน 20 ก.ย. นี้ จะได้ไม่เกิน 2 ใบ (N-1) จากที่สามารถออกได้ทั้งหมด 3 ใบ ตามคลื่น
ความถี่ที่มีอยู่ เนื่องจากมีผู้มีคุณสมบัติ เพียง 3 ราย (N) คือ ADVANC wireless Network
(บริษัทลูก ADVANC), DTAC Internet (บริษัทลูก DTAC) และ Real Move (บริษัทลูก
TRUE) โดย 2 ใบแรกคาดว่า ADVANC น่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ส่วนอีก 1 ใบ อาจจะ
เป็น DTAC หรือ TRUE ขณะที่ใบอนุญาตที่ 3 คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 90 วันถัดมา ภายหลัง
จากการประมูลรอบแรกเสร็จสิ้น แต่อย่างไรก็ตามการประมูลรอบ 2 อาจจะล่าช้าออกไปอีก เพราะ
คณะกรรมการ กทช. 3 ท่านใน 7 ท่าน จะครบวาระในสิ้นเดือนนี้ จึงคาดว่าจะต้องใช้เวลาเลือก
คณะกรรมการมาทดแทน โดยรวมอาจจะต้องใช้เวลา 3-4 เดือน กว่าจะเปิดประมูลใบอนุญาตใบ
ที่ 3 ได้ ซึ่งผู้ที่ได้ใบอนุญาตหลังสุด อาจจะเริ่มมีความเสี่ยงว่าจะไม่สามารถให้บริการ 3G ได้
ทันภายใน 6 เดือนหลังของปี 2554 ตามสมมติฐานที่ ASP ใช้ในการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสม
ของผู้ประกอบการทุกราย และ 2) วานนี้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งรับคำร้องของบริษัทการสื่อสาร
แห่งประเทศไทย (กสท.) ที่ต้องการให้ระงับประกาศของ กทช. เรื่อง การออกหลักเกณฑ์และวิธี
การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz
พร้อมขอให้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อยุติการประมูลใบอนุญาต 3G ใน
ระหว่างที่ศาลพิจารณาคดี ทั้งนี้ศาลฯ มีกำหนดไต่สวนว่าจะคุ้มชั่วคราวหรือไม่ ภายในวันนี้ ซึ่ง
ความเสี่ยงประเด็นหลัง อาจจะเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อไปถึงศาลอุทธรณ์ ฯ ซึ่งอาจจะทำให้การออก
ใบอนุญาตของ กทช ล่าช้าได้ ซึ่งในที่สุดก็อาจจะกระทบต่อประมาณการ และการคำนวณ Fair
Value ที่ได้คำนึงถึงการให้บริการ 3G ในงวด 6 เดือนหลังของปี 2554
เพิ่มน้ำหนักหุ้น ร.พ. เป็นเท่ากับตลาด เข้าสู่ช่วง High Season แนะนำ KH, เป็น Top pick
เนื่องจากโรคระบาดไข้หวัด 2009 และไข้หวัดใหญ่ประจำปี มักแพร่ระบาดไตรมาส 3
ของทุกปี ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้จำนวนผู้ป่วยมักไปพบแพทย์สูงสุดของทุกปี ประกอบในระยะสั้น
ยังมีปัจจัยหนุนอย่างน้อย 2 ประการคือ 1) รัฐเตรียมเพิ่มงบรักษาผู้ป่วยประกันสังคมอีก 4
รายการ เช่น ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์บุตร ทันตกรรม และค่ารักษากรณีทุพพลภาพ พร้อม
เพิ่มสิทธิแก่ผู้ป่วยฯ อีก 2 รายการ คือ การใช้รากฟันเทียม และค่ารักษาโรคจิต มีผลตั้งแต่ 1 ต.
ค. 2553 เป็นต้นไป และฝ่ายวิจัยคาดว่าค่าเหมาจ่ายรายหัวประกันสังคม และประกันสุขภาพถ้วน
หน้าเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 5% และ 6% เป็น 2,099 บาทต่อหัว เป็น 2,546 บาทต่อหัว ซึ่งน่าจะ
เอื้อประโยชน์ต่อ ร.พ. ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าประกันสังคมเช่น KH (27 % ของรายได้) และ
2) ผู้ป่วยชาวต่างชาติ จะสูงมากในช่วงเดียวกัน อันเป็นผลของ ฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งจะดีต่อโรง
พยาบาลชั้นนำของประเทศที่มุ่งเน้นลูกค้าต่างประเทศ เช่น BGH และ BH ซึ่งมีลูกค้าต่างชาติ
รวมกันถึง 46% ของคนต่างชาติทั้งหมด 1.65 ล้านคน ฝ่ายวิจัยคาดว่าหุ้นโรงพยาบาลน่าจะได้รับ
ความสนใจในช่วงฤดูกาลเช่นทุกปี จึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากเดิม น้อยกว่าตลาด เป็นเท่ากับ
ตลาด โดยเลือกหุ้น KH(FV@B7.33) เป็น top pick เนื่องจากคาดว่า EPS Growth ในปี
2554 จะเติบโตมากที่สุด 24% และสูงกว่าตลาด ส่วนหุ้นรองลงมาคือ BGH(FV@B46) และ
BH(FV@B43.5) ซึ่งคาดว่า EPS Growth จะเติบโตราว 12% เท่ากันในปี 2554
ราคาน้ำมันดิบยืนเหนือ 75 เหรียญฯ ดีกว่าคาด สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกระดับหนึ่ง
แล้ว
วานนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ได้เปิดเผยยอดค้าปลีกประจำเดือน ส.ค. พบว่า เพิ่ม
ขึ้น 0.4% เป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดคาด ขณะที่ดัชนี
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ (Consumer Comfort Index) ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมายังทรงตัวอยู่
ที่ระดับ -43 จุด เท่ากับสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาทั้งดีขึ้นและแย่ลง
ก็สะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงมีอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็เชื่อว่าปัจจัยกดดันดัง
กล่าว ได้สะท้อนไปในราคาน้ำมันดิบโลกไปแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วง
หน้า (Nymex) ยังทรงตัวใกล้ระดับ 77 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่
ทรงตัวเหนือ 76 เหรียญฯต่อบาร์เรล ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบจากต้นปี
จนถึงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 75.86 เหรียญฯต่อบาร์เรล ยังใกล้เคียงกับสมมติฐานของ ASP ที่
กำหนดไว้ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2553 และ 2554 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯ และ 80
เหรียญฯ ตามลำดับ โดยเชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันดิบโลกไม่น่าจะอ่อนตัวลงไปทำจุดต่ำใหม่ของปีอีก
และน่าจะสามารถแกว่งตัวเหนือ 73-74 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้ตลอดไปจนถึงสิ้นปีนี้ได้ จึงยังคง
แนะนำนักลงทุนระยะกลางให้ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มปิโตรเลียม โดยเลือก BANPU เป็น Top Picks
ขณะที่แนวโน้มค่าการกลั่นเฉลี่ยในงวด 3Q53 คาดว่าจะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 4.39 เหรียญฯ ต่อ
บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่างวด 2Q53 ที่เฉลี่ยต่ำเพียง 3.7 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นจุด
ต่ำสุดของปี และน่าจะยังฟื้นตัวต่อเนื่องในงวด 4Q53 จากผลของฤดูกาล และจะทำให้ค่าการกลั่น
จากต้นปีจนปัจจุบันอยู่ที่ 4.34 เหรียญฯต่อบาร์เรล ยังใกล้เคียงกับสมมติฐานในปี 2553 ที่ 4
เหรียญฯต่อบาร์เรล ประกอบกับค่า Spread ของปิโตรเคมี โดยเฉพาะสายอะโรเมติกส์ ซึ่งเป็น
ธุรกิจต่อยอดของโรงกลั่น ก็มีแนวโน้มดีขึ้น จากแรงกดดันจาก Supply ใหม่ ๆ ที่ลดลง เพราะ
โรงงานบางแห่งประสบภาวะขาดทุน น่าจะหนุนให้กำไรในงวด 3Q53 และต่อเนื่องในงวด 4Q53
ของโรงกลั่นดีขึ้น เมื่อเทียบกับงวด 2Q53 จึงแนะนำทยอยซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น คือ
PTTAR, TOP ที่ฝ่ายวิจัยเลือกเป็น Top pick ในกลุ่ม
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 15/09/10 เวลา 9:21:52
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น