ยังขึ้นต่อได้แต่จะมีเหวี่ยงในวัน
KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยวันอังคารบวกต่อแต่จะมีแรงขายสลับออกมาตามระดับ
ดัชนีฯ ที่สูงปัจจัยบวกในตลาดโลกถูกใช้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ไม่ว่าตัวเลขภาคการผลิตของจีน
หรือข่าวว่ากฎเกณฑ์ภาคการเงิน Basel III มีเงื่อนเวลาที่ไม่เข้มงวดนัก ปัจจัยบวกที่มีอยู่จึงเป็น
เพียงทุนต่างประเทศไหลเข้า ซึ่งด้วยระดับของจิตวิทยาวันนี้ต่างชาติน่าจะรับหุ้นมากกว่าไล่หุ้น
ดัชนีฯ จึงไม่น่าจะร้อนแรงเท่าเมื่อวานและอาจมีช่วงลบในวัน โดยมีแนวต้านที่ 944 จุด และแนว
รับที่ 931 จุด สำหรับในคืนนี้ให้ติดตามยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ซึ่งจะชี้แนวโน้มการบริโภค
ของสหรัฐฯ หลังจากใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขภาคแรงงานก็ดีขึ้นกว่าที่คาดด้วย ปัจจัยใน
ประเทศมีความน่าสนใจกว่า เมื่อวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญเสร็จการไต่สวนฝั่งผู้ร้อง (กกต.) ในคดี
เงินบริจาค 29 ล้านบาทซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้การไต่สวนฝั่งผู้ถูกร้อง (ประ
ชาธิปัตย์) จะเริ่มในวันที่ 27 ก.ย. และเสร็จในวันที่ 18 ต.ค. จึงมีโอกาสสูงที่คำตัดสินคดีเงิน
บริจาค 29 ล้านจะออกมาในเดือน พ.ย. ซึ่ง KGI มองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะ 1-2 เดือน
ข้างหน้านี้
กลยุทธ์: แนะนำถือพอร์ตที่เป็นหุ้นใหญ่ต่อไป คาดว่าทุนต่างประเทศยังสนับสนุนราคา
หุ้น กรณีที่ตลาดเผชิญแรงขายในวัน จะเป็นโอกาสซื้อเพิ่มในหุ้น Big caps เช่น BBL*,
KBANK*, PTTCH* และ PS* ส่วนหุ้นขนาดกลางที่น่าเก็บได้แก่ HEMRAJ, AMATA และ
TASCO
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
บริษัทปูนซีเมนต์ไทย* ประเมินราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะช่วยลดผล
กระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น: แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขั้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ
30.72 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานบริษัท เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนส่ง
ออกประมาณ 30% ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าผลบวกจากราคาขาย
ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงอาทิ ผลิตภัณฑ์โอลิฟินส์และผลิตภัณฑ์กระดาษ คาดจะสามารถชดเชย
กับผลกระทบดังกล่าวได้ นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าให้กับสินค้าของกลุ่ม (High
value added product, HVA) จากระดับ 25% ในปี 2552 เป็น 30% ของรายได้รวมทั้งหมด
ในปี 2553 จะช่วยหนุนให้บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อ
เนื่องให้กำไรสุทธิปี 2553 ขยายตัว 13% YoY เป็น 27,552 ล้านบาท ดังนั้น แนะนำ ซื้อ ราคา
เหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 370 บาท
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม เตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้าง
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 5 สัญญาในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งความรวดเร็วในการเซ็นสัญญา คาดจะทำให้
การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสามารถเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในช่วงต้นปี 2554 ปัจจัยดังกล่าว
ช่วยหนุนให้ทิศทางของการก่อสร้างภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่อง และเราประเมินว่าการ
ประมูลโครงการก่อสร้างระบบรถไฟทางรางในส่วนของ รถไฟฟ้าสายสีเชียว ช่วงหมอชิต-สะพาน
ใหม่ และแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต จะสามารถเปิดประมูลได้ในไม่ช้า
นี้
PTTCH* มองหาโอกาสลงทุนในจีนเพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการใช้ใน
ตลาดที่มีขนาดใหญ่และคาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากทางการจีนเน้นการ
ขยายการลงทุนไปยังตอนกลางของประเทศ โดยลักษณะการลงทุนมีหลายทางเลือก ตั้งแต่การ
ร่วมทุน การซื้อกิจการ ไปการลง
บล.เคจีไอ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 14/09/53
ยังขึ้นต่อได้แต่จะมีเหวี่ยงในวัน
KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยวันอังคารบวกต่อแต่จะมีแรงขายสลับออกมาตามระดับ
ดัชนีฯ ที่สูงปัจจัยบวกในตลาดโลกถูกใช้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ไม่ว่าตัวเลขภาคการผลิตของจีน
หรือข่าวว่ากฎเกณฑ์ภาคการเงิน Basel III มีเงื่อนเวลาที่ไม่เข้มงวดนัก ปัจจัยบวกที่มีอยู่จึงเป็น
เพียงทุนต่างประเทศไหลเข้า ซึ่งด้วยระดับของจิตวิทยาวันนี้ต่างชาติน่าจะรับหุ้นมากกว่าไล่หุ้น
ดัชนีฯ จึงไม่น่าจะร้อนแรงเท่าเมื่อวานและอาจมีช่วงลบในวัน โดยมีแนวต้านที่ 944 จุด และแนว
รับที่ 931 จุด สำหรับในคืนนี้ให้ติดตามยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ซึ่งจะชี้แนวโน้มการบริโภค
ของสหรัฐฯ หลังจากใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขภาคแรงงานก็ดีขึ้นกว่าที่คาดด้วย ปัจจัยใน
ประเทศมีความน่าสนใจกว่า เมื่อวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญเสร็จการไต่สวนฝั่งผู้ร้อง (กกต.) ในคดี
เงินบริจาค 29 ล้านบาทซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้การไต่สวนฝั่งผู้ถูกร้อง (ประ
ชาธิปัตย์) จะเริ่มในวันที่ 27 ก.ย. และเสร็จในวันที่ 18 ต.ค. จึงมีโอกาสสูงที่คำตัดสินคดีเงิน
บริจาค 29 ล้านจะออกมาในเดือน พ.ย. ซึ่ง KGI มองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะ 1-2 เดือน
ข้างหน้านี้
กลยุทธ์: แนะนำถือพอร์ตที่เป็นหุ้นใหญ่ต่อไป คาดว่าทุนต่างประเทศยังสนับสนุนราคา
หุ้น กรณีที่ตลาดเผชิญแรงขายในวัน จะเป็นโอกาสซื้อเพิ่มในหุ้น Big caps เช่น BBL*,
KBANK*, PTTCH* และ PS* ส่วนหุ้นขนาดกลางที่น่าเก็บได้แก่ HEMRAJ, AMATA และ
TASCO
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
บริษัทปูนซีเมนต์ไทย* ประเมินราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะช่วยลดผล
กระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น: แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขั้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ
30.72 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานบริษัท เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนส่ง
ออกประมาณ 30% ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าผลบวกจากราคาขาย
ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงอาทิ ผลิตภัณฑ์โอลิฟินส์และผลิตภัณฑ์กระดาษ คาดจะสามารถชดเชย
กับผลกระทบดังกล่าวได้ นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าให้กับสินค้าของกลุ่ม (High
value added product, HVA) จากระดับ 25% ในปี 2552 เป็น 30% ของรายได้รวมทั้งหมด
ในปี 2553 จะช่วยหนุนให้บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อ
เนื่องให้กำไรสุทธิปี 2553 ขยายตัว 13% YoY เป็น 27,552 ล้านบาท ดังนั้น แนะนำ ซื้อ ราคา
เหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 370 บาท
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม เตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้าง
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 5 สัญญาในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งความรวดเร็วในการเซ็นสัญญา คาดจะทำให้
การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสามารถเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในช่วงต้นปี 2554 ปัจจัยดังกล่าว
ช่วยหนุนให้ทิศทางของการก่อสร้างภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่อง และเราประเมินว่าการ
ประมูลโครงการก่อสร้างระบบรถไฟทางรางในส่วนของ รถไฟฟ้าสายสีเชียว ช่วงหมอชิต-สะพาน
ใหม่ และแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต จะสามารถเปิดประมูลได้ในไม่ช้า
นี้
PTTCH* มองหาโอกาสลงทุนในจีนเพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการใช้ใน
ตลาดที่มีขนาดใหญ่และคาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากทางการจีนเน้นการ
ขยายการลงทุนไปยังตอนกลางของประเทศ โดยลักษณะการลงทุนมีหลายทางเลือก ตั้งแต่การ
ร่วมทุน การซื้อกิจการ ไปการลงทุนใหม่ เราเห็นด้วยกับแนวคิดของบริษัทในการขยายโอกาสการ
ลงทุนในประเทศจีน อย่างไรก็ดีความเสี่ยงเกี่ยวกับข้อกำหนดยังเป็นสิ่งที่ต้องประเมินควบคู่ไป
ด้วยการลงทุนไม่น่าจะจำกัดอยู่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์สายโอเลฟินส์แต่น่าจะรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่
เป็น specialty ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทในการกระจายความเสี่ยงธุรกิจออกจากธุรกิจ
ที่มีลักษณะเป็นวัฐจักรในปัจจุบัน PTTCH คาดจะได้สรุปการลงทุนในปี 2554 ซึ่งจะมีส่วนช่วย
เพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต ยังคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 145 บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 9:29:54
ทุนใหม่ เราเห็นด้วยกับแนวคิดของบริษัทในการขยายโอกาสการ
ลงทุนในประเทศจีน อย่างไรก็ดีความเสี่ยงเกี่ยวกับข้อกำหนดยังเป็นสิ่งที่ต้องประเมินควบคู่ไป
ด้วยการลงทุนไม่น่าจะจำกัดอยู่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์สายโอเลฟินส์แต่น่าจะรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่
เป็น specialty ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทในการกระจายความเสี่ยงธุรกิจออกจากธุรกิจ
ที่มีลักษณะเป็นวัฐจักรในปัจจุบัน PTTCH คาดจะได้สรุปการลงทุนในปี 2554 ซึ่งจะมีส่วนช่วย
เพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต ยังคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 145 บาท
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 9:29:54
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น