วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 10/09/53

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 10/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
ฟันธง ธปท. ต้องหยุดขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดแรงกดดันเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเกิน
ไป เพื่อช่วยผู้ส่งออก ซึ่งน่าจะดีต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น สอดคล้องกับนัก
วิเคราะห์กลุ่มพัฒนาฯ ของ ASP ได้ปรับเพิ่ม Fair Value หุ้น 3 แห่ง คือ AP, LPN,
SPALI จึงเลือกเป็น Top picks วันนี้ โดยยังแนะนำให้สะสมหุ้น ADVANC, BANPU,
ITD, PTTCH, TCAP, TTCL และหุ้นหลักทรัพย์ BLS และ KGI

ธปท. ต้องหยุดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอการแข็งค่าเงินบาท เป็น Sentiment บวก
ต่อ SET
ค่าเงินเอเซียแข็งค่าทั่วภูมิภาคนับจากต้นปีเป็นต้นมา โดยเฉพาะค่าเงินเยน
แข็งค่ามากถึง 9.9% นับว่าสูงสุดในรอบ 15 ปี และสูงสุดในภูมิภาคเอเซีย ขณะที่เงิน
บาทแข็งค่ามากสุดในลำดับ 3 โดยแข็งค่า 7.87% สูงสุดในรอบ 13 ปี นับตั้งต่ก่อน
เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งขณะนั้นค่าเงินบาทได้อ่อนตัวอย่างรวดเร็ว
จากระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2539 (ซึ่งเป็นช่วงที่เงินบาทยังคงผูกติดอยู่กับ
ดอลลาร์) มายืนเหนือ 30 บาทต่อดอลลาร์ ปี 2540 เนื่องจากการถูกโจมตีค่าเงินบาท
โดย Hedge Funds ซึ่งในที่สุดกดดันให้เงินบาทขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ 55 บาทต่อ
ดอลลาร์ต้นปี 2541 และกดดันให้รัฐบาลคุณชวลิตฯ ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
ในเวลาต่อมา สถานการณ์ที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรุนแรงนับว่าเป็นเหตุการณ์ตรงข้าม
กับช่วงวิกฤติต้นยำกุ้ง เพราะนอกจากได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจในเอเซียที่
ฟื้นตัวมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา กดดันให้ทุกประเทศทยอยขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่
ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย มาเลเซีย หรือไทย ยกเว้น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่
ยังมิได้ขึ้นดอกเบี้ย ตรงข้ามกับประเทศพัฒนาแล้ว ลดดอกเบี้ยจนติดดินแล้ว การใช้
นโยบายการเงินจึงไม่อาจจะได้ผล ทำให้ต้องหันไปสู่มาตรการทางการคลัง เช่นที่
เกิดขึ้นในสหรัฐในขณะนี้ นอกจากนี้การที่จีนถูกดดันจากสหรัฐให้ขึ้นค่าเงินหยวนเพื่อ
สะท้อนเศรษฐกิจที่แข็งค่า ได้ดึงให้เงินเอเซียต้องแข็งค่าขึ้นตาม เพื่อให้สามารถแข่ง
ขันกันได้ ปัญหาที่ตามมาขณะนี้คือเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรง กระทบต่อภาคส่งออกที่
ยังพึ่งพิงตลาดหลักในสหรัฐ และยุโรป ซึ่งฝ่ายวิจัยมีความเห็นว่าแนวทางที่จะลดลง
ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว ควรจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งถัดไป
คือ 20 ต.ค. และ 1 ธ.ค. 2553 จากเดิมที่ ธปท. ฟันธงว่าจะขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 2% โดย
ปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% หรือได้ขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 0.5% ในการประชุมที่ผ่านมา

แนะนำ SPALI, LPN, AP ปรับ Fair Value ขึ้นจากเดิม ทำให้มี upside 63%,
35% และ 26%
ในสถานการณ์ที่คาดว่าดอกเบี้ยอาจจะถูกเลื่อนออกไปถือว่าจะดีต่อตลาดหุ้น
โดยเฉพาะหุ้นที่มีทิศทางการเคลื่อนไหว ตรงกันข้ามกับการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ย
นโยบาย (แม้จากการศึกษาพบว่าปัจจัยดอกเบี้ยจะไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ
บ้านก็ตาม) ประกอบกับวันนี้นักวิเคราะห์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ ASP ได้ทำการปรับ
เพิ่ม Fair Value ของหุ้นพัฒนาบ้านขาย โดยเลือกจากผู้ประกอบการที่มีพัฒนาการที่
ดีขึ้นใน 2 ประเด็นคือ มียอดขายที่สูงเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท และยังมีศักยภาพที่จะ
เติบโตในระยะยาวจาก Backlogs ที่สูง และ 2) มีประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดี โดย
คาดว่าหุ้นพัฒนาฯ ได้ปรับฐานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยได้สะท้อนผลกำไรงวด 2Q53 ที่
หดตัวเกือบ 40% จากงวด 1Q53 เนื่องจากงวด 1Q53 ได้รับประโยชน์จากมาตรการ
ลดหย่อนภาษี ในงวด 3Q53 จากนี้ไปนักวิเคราะห์กลุ่มพัฒนาอสังหาฯ คาดว่างวด
3Q53 กำไรของกลุ่มฯ จะฟื้นตัวใหม่ แต่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (รับรู้รายได้จาก
โครงการแนวรับ แต่ในงวด 4Q53) และคาดว่าจะกลับมารายงานผลกำไรที่โดดเด่น
(จากการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโด เช่น SPALI, LPN, PS, LH, SC และ
NOBLE) โดยสรุปคาดว่าในปี 2554 คาดว่าผลกำไรของกลุ่มนี้จะเติบโตมากถึง 17%
เทียบกับ 35% ในปี 2553 โดยเลือก SPALI, LPN, AP เป็น Top picks โดยได้ยก
Fair Value โดยอิง PER ขึ้นเป็น 10 เท่า จากเดิม 8 เท่า ด้วยผลกำไรที่มีพัฒนาที่ดี
ขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้หากใช้ Fair Value ปี 2554 จะมี upside 63%, 35% และ 26%

นักวิเคราะห์ ASP ทยอยปรับเพิ่ม Fair Value หุ้นพลังงาน/ปิโตรเคมี
แม้ในสถานการณ์ขณะนี้แม้ยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก แต่การเติบโต
ของเศรษฐกิจในประเทศ หนุนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้กำไร
โดยรวมของตลาดหุ้นไทยในปีนี้เติบโตถึง 20% แม้จะลดลงเหลือ 14% ในปีหน้าก็
ตาม แต่หากพิจารณารายกลุ่มฯ มีหลายบริษัทที่มีกำไรดีกว่าตลาด และทำให้นัก
วิเคราะห์ ASP เริ่มทยอยปรับประมาณการกำไรรายกลุ่มฯ และ Fair Value ดังเช่นที่
เห็นใน TCAP และมีแนวโน้มจะปรับ Fair Value ของหุ้น ธ.พ. อื่น ๆ ตามมา และวานนี้
ได้ปรับเพิ่ม Fair Value หุ้นโรงกลั่น และปิโตรเคมี คือ PTTCH และ TOP เป็น
158.54 บาท และ 67.80 บาท มี upside 33% และ 40% ด้วยความเชื่อที่ว่าผล
ประกอบการมีแนวโน้มดีขึ้นในงวด 3Q53 และ 4Q53 หลังจากประสบภาวะตกต่ำใน
งวด 2Q53 โดยมีประเด็นบวกคือ 1) ธุรกิจปิโตรเคมีสดใสขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์
ปิโตรเคมีขั้นต้น ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากระดับตำสุดในงวด 2Q53 ทั้งสายอะโรเมติกส์
(PTTAR) คือราคาพาราไซลีน (Px)ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน แม้ว่าราคาสินค้า
ในกลุ่มคือ Pz (เบนซิน) จะทรงตัวก็ตาม แต่ทำให้ Spead ของราคา PX กับวัตถุดิบ
คือ แนฟทา ขยับขึ้นเหนือ 300 เหรียญฯ อีกครั้ง เทียบกับที่ 283 เหรียญฯ ในงวด
2Q53 ส่วน Pz-แนฟทา ทรงตัวที่ 186 เหรียญฯ เช่นเดิม ส่วนสายโอเลฟินส์
(PTTCH) ราคาเอทิลีน (ขั้นต้น) ก็ขยับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือนเช่นกัน ทำให้
Spread ระหว่างสินค้าขั้นนปลายคือ HDPE-แนฟทา (ของกลุ่ม SCG) ยังทรงตัว 481
เหรียญฯต่อตัน ใกล้เคียงกับงวด 2Q53 แต่หากเป็น Spread ระหว่าง HDPE-ก๊าซ
(PTTCH) จะสูงกว่าเพราะต้นทุนก๊าซจะถูกกว่าแนฟทา เนื่องจากปัญหาด้านผลผลิต
จากคู่แข่งขันในภูมิภาคที่ลดลงกว่าคาด หลังจากหลายรายประสบปัญหาผลิตไม่คุ้ม
ทุนต้องลดการผลิต หรือ หยุดการผลิตชั่วคราว ทำให้ผลประกอบการจากธุรกิจปิโต
รเคมีในงวด 3Q53 จะดีขึ้นจากงวด 2Q53 และน่าจะดีต่อเนื่องในงวด 4Q53 ขณะที่
ธุรกิจโรงกลั่นมีแนวโน้มจะดีขึ้นเช่นกัน เนื่องจาก ค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงกว่างวด 2Q53
และที่สำคัญราคาน้ำมันดิบดูไบที่เริ่มฟื้นตัวยืนเหนือ 75 เหรียญฯ จะทำให้ไม่ต้องรับรู้
ผลขาดทุนจากการสต๊อกน้ำมันเหมือนงวด 2Q53 ซึ่งน่าจะดีต่อ PTTAR
(FV@B35.15 มี upside 36%) ที่ฐานกำไรมาจากธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่นสัด
ส่วนใหญ่เคียงกัน ขณะที่ TOP มีฐานธุรกิจปิโตรเคมี 40% และ โรงกลั่น 60%

เชื่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า ยังดึงดูด Fund Flow หนุน SET ฟื้นตัวสู่ 999 จุดได้

แนวโน้มของ Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเซีย ยังเป็นไปตามที่ฝ่ายวิจัย
คาดหมายไว้ โดยการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 2 วันก่อนหน้าเป็นเพียง
แรงขายทำกำไรระยะสั้น เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนเท่านั้น เนื่องจากหุ้นในเอเซียให้
ผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 10% ในช่วง 1-2 เดือน และแนวโน้มค่าเงินเอเซียที่ยังคงมีทิศ
ทางแข็งค่าดังกล่าวข้างต้น ยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ Fund Flow ยังคงมีทิศทางไหลเข้า
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซียอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวานนี้จากการรายงานยอดซื้อสุทธิของ
นักลงทุนต่างชาติใน 5 ประเทศ พบว่ามีถึง 4 ประเทศ ที่ Fund Flow กลับมาไหลเข้า
อีกครั้งหลังจากการขายเพื่อรับรู้กำไรระยะสั้นแล้วเสร็จ นำโดยตลาดหุ้นไทยมียอดซื้อ
สุทธิราว 75.83 ล้านเหรียญฯ ตามมาด้วยไต้หวัน 22 ล้านเหรียญฯ ฟิลิปปินส์ 15 ล้าน
เหรียญฯ และเวียดนาม 3.2 ล้านเหรียญฯ ยกเว้นเพียงตลาดหุ้นเกาหลี ที่ยังคงมียอด
ขายสุทธิออกมา โดยฝ่ายวิจัยเชื่อว่า Fund Flow ยังคงมีอิทธิพลที่จะผลักดันให้
SET Index เดินหน้าต่อได้ โดยจากสถิติในอดีต พบว่าทุกครั้งที่ Fund Flow ไหลเข้า
มักนำพา PER ตลาดขึ้นจากเดิมราว 1-2 เท่า โดยในรอบนี้พบว่าตอน Fund Flow เริ่ม
เข้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่เกือบ 13 เท่า ดังนั้นในรอบนี้เป็นไปได้ที่ดัชนีจะขึ้นไปสู่
ระดับ PER 15 เท่า หรือที่ดัชนี 999 จุด และค่อนข้างสอดคล้องกับการศึกษาความ
สัมพันธ์ระหว่าง Fund Flow กับยอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติ ที่พบว่า หากมี
Fund Flow ไหลเข้าอีก 2 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างต่ำในช่วง 1 เดือนข้างหน้า (อ้างอิง
ข้อมูล 2 ครั้งสุดท้ายที่ Fund Flow ไหลเข้า แต่ละครั้งจะมียอดซื้อสุทธิครั้งละ 5-6
หมื่นล้านบาท) แต่ในเดือน ก.ค. – ส.ค. นี้ ได้ซื้อสุทธิไปแล้ว 3.36 หมื่นล้านบาท จึง
เหลือยอดซื้อสุทธิอีกราว 2-3 หมื่นล้าน ที่คาดว่าจะสามารถดันดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปแตะ
จุดสูงสุดที่ระดับ 999 จุด หรือ PER จะอยู่ที่ราว 15 เท่า ได้ โดยยังมี upside อีกราว
7% ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ Fund Flow ยังหนุนดังกล่าวเชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็น
SET ขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ 999 จุดได้ภายใน 1 เดือนนับจากนี้

ราคาน้ำมันดิบโลกยังทรงตัว สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกระดับหนึ่ง
แล้ว
วานนี้ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงทรงตัว แม้ยังกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่
ชะลอตัว แต่การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
คือ การลดภาษีของผู้ที่มีรายได้ปานกลาง นอกเหนือจากการเสนอแผนกระตุ้น
เศรษฐกิจภายใต้ ObamaNomics ในวงเงิน 1.80 แสนล้านเหรียญฯ (5 หมื่นล้าน
เหรียญฯ แรก เป็นเงินลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟฟ้า และ
runways พร้อมปรับปรุงระบบขนส่งทางอากาศ) ที่เหลืออีก 1.3 แสนล้านเหรียญฯ
เป็นมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ (ลดหย่อน การซื้อเครื่องจักรกล
และเครื่องมือพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น) รวมถึงเตรียมจะเพิ่มลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับงบ
การวิจัย และพัฒนาของภาคธุรกิจ แม้เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะคิดเป็นเพียง 0.3%
ของ GDP ของสหรัฐ และน้อยกว่า 814 แสนล้านเหรียญฯ หรือ ราว 1.42% ของ
GDP ในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา Sub-prime ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็น่า
จะสะท้อนถึงความพยายามที่จะหนุนเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะสร้างความเชื่อมั่นของผู้
บริโภคมิให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งภาพราคาน้ำมันที่เริ่มยืนและมิได้ทำจุด
ต่ำสุดที่ 67.81 เหรียญฯ เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าราคาน้ำมันดิบโลก
ไม่น่าตกต่ำมากกว่านี้ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าไนเม็กส์ทรงตัวอยุ่ที่ระดับ
74.31 เหรียญฯต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบอ่อนตัวลงราว 1 เหรียญฯต่อ
บาร์เรล มาอยู่ที่ 74.77 เหรียญฯต่อบาร์เรล ยังไม่ผ่านแนวต้านที่ 75-76 เหรียญฯต่อ
บาร์เรลได้ แต่ก็เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับฝ่ายวิจัยคาดไว้ว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบดู
ไบ ในปี 2553 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล ดังนั้นฝ่ายวิจัยได้แนะนำให้เริ่มทยอย
สะสมหุ้นปิโตรเลียมเมื่ออ่อนตัวทั้ง BANPU, LANNA, PTT และ PTTEP โดยเฉพาะ
หุ้นถ่านหิน ซึ่งพบว่าดัชนี BJI ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 แนะนำ
BANPU เป็น Top Picks




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 10:34:21

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น