Market Recap and Trend: SET มีแนวโน้ม Rebound ตามตลาดต่างประเทศ
โดยมีแนวต้านที่ระดับ 930-935 จุด
วานนี้ SET เปิดตลาดปรับตัวขึ้น ตามการปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นภูมิภาค แต่ด้วย
แรงขายหุ้นขนาดใหญ่โดยเฉพาะ PTT, SCC และหุ้นกลุ่มธนาคาร ส่งผลให้ปิดตลาด SET
ปรับลดลง 0.26% ที่ 921.49 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 37,587 ล้านบาท
โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 2,342 ล้านบาท ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 30.87
บาท/ดอลลาร์ฯ และการปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นต่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการ
Rebound ของ SET วันนี้ โดยมีระดับการ Rebound ที่แนวต้านบริเวณ 930-935 จุด ขณะที่
ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.27% เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากที่ตัวเลขการขอรับ
สวัสดิการการว่างงานลดลง และดุลการค้าขาดดุลน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สำหรับดัชนีความ
เชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศเดือน ส.ค.ปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 28 เดือน ที่ 72.8 จาก 71.4 ในเดือน
ก.ค. เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวที่ระดับ US$70-80/
บาร์เรล
Investment Strategy: ยังแนะนำใช้กลยุทธ์ Trailing Stop ที่ 920 จุด เพื่อจำกัดความเสี่ยง
จากการพักฐานของ SET ต่อไป แนะนำซื้อ BANPU…ทยอยสะสม AP
แม้การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทในระยะกลาง จะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการไหลเข้าของ
เงินทุนจากต่างประเทศ แต่เรายังแนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์ Trailing Stop เพื่อจำกัดความ
เสี่ยงจากการพักฐานของ SET ต่อเนื่อง โดยคงจุด Trailing Stop ไว้ที่ 920 จุด เช่นเดิม
อย่างไรก็ตามในกรณีที่ SET ปิดตลาดต่ำกว่า 920 จุด ควรลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตเหลือ 60%
จาก 80% สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
BANPU – การขายหุ้น ITMG 8.72% ทำให้ BANPU จะมีการบันทึกกำไรพิเศษ
ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทในช่วง 3Q53 ขณะที่การเข้าซื้อ Centennial Coal (สรุปผล Tender
Offer วันที่ 27 ก.ย. นี้) จะเป็นการสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับ BANPU นอกจากนี้ ราคาหุ้นยัง
Laggard ต่อตลาดอยู่มาก โดย BANPU ปรับขึ้นมาเพียง 17% ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. เทียบ
กับ SET ที่ปรับสูงขึ้นแล้ว 28% แนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 760 บาท
AP – เตรียมเปิดโครงการคอนโดฯ ใหม่ 3 โครงการกลางเดือนนี้ มูลค่า 9.6 พันล้าน
บาท ซึ่งจะเป็นการเพิ่มยอด Presale ให้สูงขึ้น แนะนำ ทยอยสะสม มูลค่าพื้นฐาน 8.20 บาท
Futures Strategy :
ถือ สถานะ LONG ต่อเนื่อง โดยมีจุด Trailing Stop ที่ 634 จุด (ดูรายละเอียดใน
Derivative Strategy)
AUTO :
เพิ่ม AP เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.3% ต่ำกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ +3.3% (Update วันที่ 6 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +0.3% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET
มีอัตราผลตอบแทน +3.3% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่า SET อยู่ 3.0%
อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +232% ดีกว่า
ตลาดที่ให้อัตราผลตอบแทน +33% อยู่ 151% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน 44% ดีกว่าผลตอบแทน SET ที่ 27% อยู่ 18% ในรอบสัปดาห์
ที่ผ่านมา BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 4.9%
สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับ
ผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดย
ตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และ
เพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มผลการดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความ
ชัดเจนมากขึ้นกรณีสัมปทาน 3G) และ QH (คาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53
จากการเปิดโครงการใหม่) และเพิ่ม BANPU เข้ามาในพอร์ต โดยมีปัจจัยบวกจากการบันทึก
กำไรพิเศษจากการขายหุ้น ITMG ประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาทใน 3Q53 และมีปัจจัย
บวกจากการถือหุ้น Centennial Coal ใน Australia
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.27% ดัชนี S&P 500
ปิดเพิ่มขึ้น 0.48% และดัชนี Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น 0.33% ตลาดได้แรงหนุนหลังจากกระทรวง
แรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่
4 ก.ย. ลดลง 27,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 451,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน และ
มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเพียง 2,000 ราย ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ย
4 สัปดาห์ ลดลง 9,250 ราย มาอยู่ที่ระดับ 477,750 ราย ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทเอกชนในสหรัฐไม่ได้
เลย์ออฟพนักงานจำนวนมากตามที่มีการประเมินไว้ในเบื้องต้น แม้ภาวะเศรษฐกิจยังคงซบเซาก็
ตาม นอกจากนี้ ยอดขาดดุลการค้าเดือนก.ค.ที่ปรับตัวลดลง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้นักลงทุน
คลายความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX เดือนต.ค. ลดลง 42
เซนต์ ปิดที่ 74.25 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าปริมาณน้ำมันในสต็อก
โดยรวมของสหรัฐยังอยู่ในระดับที่สูงมากซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะดีมานด์พลังงานที่ยังคงซบเซา
ในสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ซึ่ง
ทำให้ความต้องการถือครองสัญญาน้ำมันดิบในรูปสกุลเงินดอลลาร์ลดน้อยลงด้วย ขณะเดียวกัน
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด
ณ วันที่ 3 ก.ย.ลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 359.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดว่า
จะลดลงเพียง 600,000 บาร์เรล
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโร นักลงทุนยังคงขาดความเชื่อมั่นในสกุลเงินยูโร
อันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในภาคธนาคารของยุโรป นอกจากนี้มีรายงานว่า
ธนาคารดอยช์ แบงค์กำลังพิจารณาเรื่องการระดมทุนเพิ่มโดยผ่านการขายหุ้น ซึ่งข่าวดังกล่าวยิ่ง
ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของธนาคารในยุโรปมากขึ้นขณะที่ดอลลาร์
สหรัฐได้แรงหนุนจากรายงานที่ว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด
ณ วันที่ 4 ก.ย. ร่วงลง 27,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 451,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2
เดือน และยอดขาดดุลการค้าเดือนก.ค. ของสหรัฐ ลดลง 14% มาอยู่ที่ระดับ 4.28 หมื่นล้าน
ดอลลาร์
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 13 จุดมาที่ 2,988 จุด ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น
ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งคาดว่าดัชนีค่าระวางเรือยังมีทิศทางขาขึ้นในไตรมาสนี้ (ก.ค.-ก.ย.) อย่างไร
ก็ตามโดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่ม
เข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้นกว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หาก
ไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรม
คาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของ
ทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 9:24:10
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น