แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงพักฐาน ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 921.49 จุด ลดลง
2.39 จุด (-0.26%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นปานกลางที่ 3.8 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่าง
ชาติกลับมาซื้อสุทธิ 2.3 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
915-931ระยะสั้นคาดความกังวลกรณีมาบตาพุดและการเมืองยังกดดันแรงซื้อ ซึ่งสวนทางกับนัก
ลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อสุทธิเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสทดสอบผ่านแนวต้าน 931 ในสัปดาห์หน้า
S50U10 ปิดตัวด้วยแท่งเทียนสีดำแต่ยังคงยืนSMA5วัน แต่ค่า Indicators และ Volume ต่ำ
ลงสอดคล้องกัน คาดการณ์ดัชนีปรับตัวลงต่อ แนวรับที่ 628 ปรับตัวลงต่ำกว่าฝั่ง Short ได้
เปรียบ แนวต้าน 638 (Series U หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนดำ
ยาวต่ำลงเล็กน้อย Volume และ Indicators ลดลงมากเป็นสัญญาณลบสอดคล้องกัน คาดดัชนี
ปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 625 แนวต้าน 639 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ
18,270-18,450 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,370-18,560
กลยุทธ์ กลุ่มพลังงานปรับตัวซื้อเพิ่ม PTTแนวรับสำคัญ 284 BANPUราคาถ่านหินมี
แนวโน้มขึ้นต่อเนื่อง PTTEPสัญญาณเทคนิคBull PTTCH กลุ่มสื่อสารซื้อเก็งกำไร ADVANC
DTAC ในขณะที่กลุ่มธนาคารซื้อเก็งกำไรTMB หุ้นรายหลักทรัพย์ TRC BTSแนวรับ
0.83/0.81 PTTARลงซื้อ STA สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term
Trade เช่น LANNA PTTCH หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ
(แนวต้านเป้าหมายแรก 949) นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิเพิ่มเป็นสัญญาณบวกต่อระยะกลาง
ดัชนี SET ดัชนีปิดตัวเป็นแท่งเทียนดำต่ำลง แกว่งตัวทดสอบยืนSMA10วัน ปริมาณ
การซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ Indicators ลดลงเป็นแนวโน้มสัญญาณลบต่อตลาด คาดดัชนีปรับ
ตัวลงไปทดสอบแนวรับที่ 915 แนวต้าน 928 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 915, ขึ้นขายทำกำไรลักษณะ
เล่นรอบ
ดัชนีนิกเกอิ ระยะสั้นกลับตัวทางเทคนิคจากแนวรับ 9,000 อย่างมีนัยสำคัญ ความ
กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินในยุโรปลดลงส่งผลให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา อย่างไรก็ตามการ
กลับตัวขึ้นยังจำกัดและถูกกดดันจากความความแข็งแกร่งของเยน ซึ่งยังคงปรับตัวใกล้ระดับสูง
สุดในรอบ 15 ปี แนวต้าน 9,340
ดัชนีฮั่งเส็ง การปรับตัวยืนแนวรับ 21,000 และ 20,820 ตามสัญญาณทางเทคนิคทำ
ให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อเก็งกำไรเพิ่มขึ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทิศทางดัชนียังไม่ชัดเจนจน
กว่าจะผ่านแนวต้าน 21,450 ขึ้นไป ทั้งนี้การเข้าเก็งกำไรยังจำกัดเพียงไม่กี่กลุ่มหลักทรัพย์เท่า
นั้น เช่น สายการบิน
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : BANPU (650 ซื้อ เป้าปี 53:710) ระยะสั้นได้ปัจจัยหนุนจากแนว
โน้มผลประกอบการ 3Q53 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากจะมีกำไรก่อนหักภาษีจากการ
ขายหุ้น ITM (บริษัทลูก) เข้ามาประมาณ 395 ล้านเหรียญหรือ 12,245 ล้านบาท ส่วนระยะยาว
คาดเข้าซื้อหุ้น Centennial สำเร็จหนุนกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7.34 บาท/หุ้น ช่วยชด
เชยส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลที่คาดว่าลดลงจากการขายหุ้น ITM ประมาณ 3.6 บาทต่อหุ้น
ส่วนราคาถ่านหินล่าสุดเพิ่มขึ้น 45 เซนต์และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะมองว่าจะมี
การ Stock ถ่านหินไว้ใช้มากขึ้นในช่วงฤดูหนาว คาดกำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 22,139 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 56%yoy (รวมกำไรจากการขายหุ้น ITM)
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
Stocks in trend
LANNA (ราคาปิด 19.90 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ได้รับผลบวกเชิงจิตวิทยาจากราคา
ถ่านหินที่ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น LANNA ยังมีแผนที่จะเข้าซื้อ
เหมืองใหม่ในปีนี้แน่นอนแล้ว 1 แห่ง และอีก 2 แห่งในปี 54 ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการใน
อนาคต อีกทั้งยังมีกระแสข่าวที่บริษัท IVL สนใจเข้าซื้อกิจการ (ที่มา: ทันหุ้น)
AGE (ราคาปิด 8.25 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 9.50) ได้รับอานิสงค์จากราคาถ่านหิน
ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเราคาดยอดขายถ่านหินใน 2H53 ใกล้เคียงกับ 1H53 ทำให้ยอดขาย
ทั้งปีเป็นไปตามเป้าที่ 1.2 ล้านตัน ส่วนผลการดำเนินงานใน 2H53 คาดทำได้ใกล้เคียงกับ
1H53 โดยเราคาดกำไรสุทธิในปี 53 ที่ 102 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 896%yoy
MCOT (ราคาปิด 27.75 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 30) คาดจะ
ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวด 1H53 ราว 0.80 บาทต่อหุ้นในเร็วๆ
นี้ ด้านอัตราการใช้เวลาโฆษณาในช่วง 3Q53 อยู่ในระดับที่สูง และคาดว่าจะสูงต่อเนื่องจนถึง
4Q53 ทำให้ MCOT อาจจะมีการเพิ่มราคาค่าโฆษณาอีกราว 7-10% ในช่วงไพร์มไทม์ โดยน่า
จะประกาศได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้ และเริ่มมีผลทันทีในช่วงต้นปีหน้า (ที่มา: ข่าวหุ้น)
KCE (ราคาปิด 8.60 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 11.10) ผู้บริหาร
KCE คาดรายได้ใน 3Q53 จะดีกว่า 2Q53 อย่างไรก็ตาม อาจได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่
แข็งค่า ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวลดลง แต่ยังคงอยู่ในทิศทางที่ดี (ที่มา: ทันหุ้น)
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ เยอรมนีรายงานอัตราเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับ 1% ในเดือนส.ค. จาก 1.2%
ในเดือนก.ค. ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่คาดว่าจะลดลงสู่ 0.9% เนื่องจากการราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น
+ สหรัฐรายงานดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้แก่ จำนวนผู้ว่างงานที่ขอรับสวัสดิการ
ว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 27,000 รายแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนเหลือ 451,000 ราย และ
ลดลงมากกว่าคาดว่าจะลดลง 2,000 ราย และยอดขาดดุลการค้าเดือนก.ค.ลดลง 14% ซึ่งจะช่วย
หนุน GDP ของ 3Q53 ให้ขยายตัว
+ ญี่ปุ่นเพิ่มการประเมิน GDP ของ 2Q53 เป็น +1.5% จากเดิม +0.4% จากอัตรา
ค่าใช้จ่ายด้านทุนที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.5% จากเดิม 0.5% นอกจากนี้ความเชื่อมั่นของบริษัทขนาด
ใหญ่พุ่งขึ้นแตะ 7.1 จุดใน 3Q53จากระดับ 4 จุดใน 2Q53 ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศจัดสรรงบฯ
มูลค่า 9.15 แสนล้านเยนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่และสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินเยน และ
ป้องกันเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ให้เผชิญกับภาวะขาลง
+ จีนเปิดเผยราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 70 เมืองใหญ่เดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 9.3%
+ ยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ของจีนและอินเดียยังพุ่งขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยจีนเปิด
เผยยอดขายรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 53 พุ่งขึ้น 39%YoY ส่วนยอดผลิตรถยนต์พุ่งขึ้น
39% ส่วนอินเดียมียอดขายรถยนต์เดือนส.ค.พุ่งขึ้น 33%YoY แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เนื่องจากดีมานด์ที่แข็งแกร่ง
+ ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค.53อยู่ที่ 72.8
สูงขึ้นจากระดับ 71.4 จุดในเดือน ก.ค.53 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 4 ปีจาก
ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแข็งแกร่งใน 4Q5
ปัจจัยลบ
- ธนาคารกลางสหรัฐเปิดเผยในรายงาน Beige Book ว่า แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยรวมตั้งแต่ช่วงกลางเดือนก.ค.จนถึงปลายเดือนส.ค.ยังคงมีการขยายตัวแต่ในหลายภูมิภาค
ชะลอตัวลง
- ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของญี่ปุ่นในเดือนส.ค.ร่วงลงสู่ระดับ 42.4 จุดจาก 43.3
จุดในเดือนก.ค.ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปี 52
- ที่ประชุมร่วมระหว่างธปท. สมาคมธนาคารไทย และผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ไทยมี
มติปรับลดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่างธนาคารลงเหลืออัตราเดียว
12 บาท สำหรับวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท/รายการ และในการทำรายการ 1 ครั้งในการกดรหัสเอ
ทีเอ็มจะสามารถทำธุรกรรมอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 รายการ จนกว่าจะยกเลิกการทำรายการ
ในครั้งนั้น มีผลบังคับใช้ 15 ธ.ค.53 เป็นต้นไปส่งผลลบเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มธนาคารสำหรับ
การลงทุนระยะสั้น แต่ในระยะยาวเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับตัวได้
- ปัจจัยการเมืองที่ต้องจับตาในช่วงนี้ได้แก่ การชุมนุมทางการเมืองในเดือนก.ย.เนื่อง
จากวาระครบรอบวันรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยมีข่าวว่ากลุ่มเสื้อแดงจะจัดกิจกรรมทางการเมือง
ระหว่าง 17-19 ก.ย.นี้ ทำให้นายกฯสั่งให้ช่วง 2 สัปดาห์นี้เป็นช่วงเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 10 ก.ย.กลุ่ม NGO เตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านการประกาศ 11 ประเภทกิจการที่อาจ
ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ส่วนคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหานิคมฯมาบตาพุดมีนัด
ประชุมหารือ สำหรับสหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลสต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนก.ค.
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 28.23 จุด หลังตัวเลขการว่างงานลดลงเกินคาด
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.23 จุด โดยนักลงทุนคลายความ
กังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐหลังจากกระทรวงแรงงานเปิดเผยจำนวนผู้ว่างงานใน
รอบสัปดาห์ลดลง 27,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 451,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 2,000 ราย ขณะเดียวกันกระทรวง
พาณิชย์สหรัฐก็เปิดเผยยอดขาดดุลการค้าเดือนก.ค. ของสหรัฐ ลดลง 14% มาอยู่ที่ระดับ 4.28
หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนยอดส่งออกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2551
โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ยอดขาดดุลการค้าที่ปรับตัวลดลงอาจหนุนเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ดีใน
ไตรมาส 3 ปีนี้ ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 28.23 จุด หรือ 0.27% ปิดที่ 10,415.24
จุด ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 5.31 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 1,104.18 จุด และดัชนี Nasdaq ปิด
เพิ่มขึ้น 7.33 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 2,236.20 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX ลดลง 42 เซนต์ หลังดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 42 เซนต์ ภาวะการ
ซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนโดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงแรกของการซื้อขายเนื่องจากได้
แรงหนุนจากการประกาศตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงเกินคาด โดยสต๊อกน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ลด
ลง 1.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 359.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะ
ลดลงเพียง 600,000 บาร์เรล อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันกลับมาลดลงในช่วงท้ายตลาดเนื่องจาก
ถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่กลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร ทำให้ปิดตลาดราคา
น้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 42 เซนต์ปิดที่ 74.25 ดอลลาร์/
บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 70 เซนต์ ปิดที่
77.47 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 10:18:25
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น