วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 07/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
คาดดัชนีปรับฐานเสร็จ มีโอกาสเดินหน้าต่อด้วยแรงหนุนของ Fund Flow โดยคาดว่า
ดัชนีสูงสุดในรอบนี้คือ 999 จุด ภายใน 1 เดือน แนะนำหุ้นที่มี upside สูงสุด 10 ลำดับแรกคือ
BMCL, BTS, ITD, SAMART, BLS, STANLY, ADVANC, DTAC, BBL และ BCP

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเกิน 6.3 หมื่นล้านบาท ดีต่อกำไรในงวด 3Q53 สะสมหุ้น BLS, KGI
ด้วยแรงหนุนของ Fund Flow ทำให้มูลค่าการซื้อขายของตลาดวานนี้เพิ่มขึ้นมาแตะ
6.3 หมื่นล้านบาท แต่ยังมิสามารถลบสถิติเดิมที่ทำไว้เมื่อ 23 ม.ค. 2549 ด้วยมูลค่า 9.4 หมื่น
ล้านบาท และ 7.2 หมื่นล้านบาท 19 ธ.ค. 2549 ที่มี panic sell จากการประกาศ Capital
Control ของแบงค์ชาติ)) ทำให้มูลค่าการซื้อขายของตลาดในงวด 3Q53 (2 เดือนกว่า) เฉลี่ยวัน
ละ 3.54 ล้านบาท (ทำให้มูลค่าการซื้อขายจากต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่วันละ 2.52 หมื่นล้านบาท
เทียบกับสมมติฐานตลอดปี 2553 วันละ 2.3 ล้านบาท รวม Prop trade) โดยหาก Fund
Flow ยังเข้าต่อเนื่องตลอดเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ Fund Flow จะเข้ามากสุดของทุกปี คาด
ว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือน ก.ย. จะสูงสุดที่วันละ 5 หมื่นล้านบาท จะทำให้มูลค่าการ
ซื้อขายในงวด 3Q53 เฉลี่ย 3.91 หมื่นล้านบาท (เทียบกับ 2Q53 เฉลี่ยวันละ 2.3 หมื่นล้าน
บาท) และหากกำหนดให้ใน 3 เดือนสุดท้ายของปี (ไตรมาส 3) อยู่ที่วันละ 3 หมื่นล้านบาท ภายใต้
สมมติฐาน Fund Flow จะไหลออกนับจากเดือน ต.ค. เป็นต้นไป ตามผลของฤดูกาล จะทำให้
มูลค่าการซื้อขายของตลาดตลอดปี 2553 เฉลี่ย 2.8 หมื่นล้านบาท สูงกว่าสมมติฐานของ ASP
ที่ใช้อยู่ราว 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้กำไรของบริษัทหลักทรัพย์ในงวด 3Q53 มีแนวโน้มดี
ขึ้นอย่างมากจากงวด 2Q53 และอาจจะต้องมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทหลัก
ทรัพย์ในปี 2553 โดยหากอิงประมาณการเดิม พบว่าราคาหุ้นหลักทรัพย์ที่มี upside สูงสุดยัง
เป็น KGI, BLS ตามลำดับ รองลงมาเป็น PHATRA และ KEST ตามลำดับ

สกุลเงินเอเซียที่มีแนวโน้มแข็งค่า หนุน Fund Flow เข้าไทยอีก 2 หมื่นล้านบาทใน ก.ย. นี้
ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างมากถึง 2 หลัก ในงวด 1H53 บวกกับ
ความกังวลต่อวิกฤติการเงินในประเทศสหภาพยุโรป และ ภาวะชะลอตัวในสหรัฐที่ยังมีอยู่ ล้วน
เป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินเอเซีย และเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่า โดยจากต้นปีจนปัจจุบันพบว่าค่า
เงินบาทแข็งค่าไปมากถึง 6.87% เป็นรองเพียงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น และเงินริงกิตของมาเลเซีย
ซึ่งแข็งค่า 9.77% และ 9.73% ตามมาด้วยรูเปี๊ยะ ของอินโดนีเซีย 4.43% ดอลลาร์สิงค์โปร์
4.03% เปโซของฟิลิปปินส์ 3.9% ดอลลาร์ออสเตรเลีย 1.6% และค่าเงินหยวนของจีน 0.58%
ยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้ Fund Flow ไหลเข้าเอเซียต่อเนื่อง โดยวานนี้พบว่านักลงทุนต่างชาติ
ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซียทุกตลาด ด้วยยอดรวมสูงถึง 800 ล้านเหรียญฯ (จาก 6 ตลาดที่รายงาน
ยอดซื้อขายวานนี้) นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีที่ซื้อสุทธิเข้ามา 314 ล้านเหรียญฯ ตามมาด้วยไต้หวัน
236 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซีย 117 ล้านเหรียญฯ ไทย 104 ล้านเหรียญฯ ฟิลิปปินส์ 22 ล้าน
เหรียญฯ และเวียดนาม 1.5 ล้านเหรียญฯ พร้อมกับได้ผลักดันให้ SET Index ทะลุ PER 14
เท่า ที่ 932 จุด ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 944 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปลายปี 2539 ฝ่าย
วิจัยเชื่อว่า Fund Flow ยังคงมีอิทธิพลที่จะผลักดันให้ SET Index เดินหน้าต่อได้ แม้อาจจะมี
การขายกำไรระหว่างทางก็ตาม โดยจากสถิตืในอดีต พบว่าทุกครั้งที่ Fund Flow ไหลเข้ามักนำ
พา PER ตลาดขึ้นจากเดิมราว 1-2 เท่า โดยในรอบนี้พบว่าตอน Fund Flow เริ่มเข้า ดัชนี
ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่เกือบ 13 เท่า นอกจากนี้จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Fund Flow
กับยอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าหากมี Fund Flow ไหลเข้าอีก 2 หมื่นล้านบาท เป็น
อย่างต่ำในช่วง 1 เดือนข้างหน้า (ข้อมูล 2 ครั้งสุดท้ายที่ Fund Flow ไหลเข้า พบว่าแต่ละครั้งจะ
มียอดซื้อสุทธิครั้งละ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่ในเดือน ก.ค. – ส.ค. นี้ ได้ซื้อสุทธิไปแล้ว 3.2 หมื่น
ล้านบาท จึงเหลือยอดซื้อสุทธิอีก 2-3 หมื่นล้านบาท ก่อนที่คาดว่าจะกลับลำขายออกในเดือน ต.
ค. นี้) จะสามารถดันดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 999 จุด หรือ PER จะอยู่ที่ราว 15
เท่า โดยยังมี upside 7% กลยุทธ์การลงทุนในสถานการณ์ปัจจุบัน แนะนำให้ซื้อ และถือหุ้นที่มี
Upside สูงสุด เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ BMCL, BTS, ITD, SAMART, BLS,
STANLY, DVANC, DTAC, BBL และ BCP

หุ้น ธ.พ. เจออุปสรรคช่วงสั้น แต่เป็นโอกาสะสมลงทุน เลือก TCAP เป็น Top pick
แม้ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้พยายามกดดัน ธ.พ. ให้พยายามลดส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิ
(NIM) จากปัจจุบันที่เฉลี่ยทั้งระบบ 3.67% (เรียงลำดับจากมากไปน้อย KK, TCAP, TISCO,
SCB, KBNAK, BBL, BAY, KTB, KTB) ทำให้ ธ.พ. ต้องปรับกลยุทธ์โดยการปรับขึ้น
ดอกเบี้ย โดยการขึ้นเงินฝากก่อนราว 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยปรับดอกเบี้ยเงินกู้ตาม เพื่อชะลอ
ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น (เพราะโครงสร้างดอกเบี้ยสินเชื่อจะเป็นอัตรา
ดอกเบี้ยลอยตัว มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก) ล่าสุด ยังกดดันให้ ธ.พ. ยกเลิกการเก็บรายได้ค่า
ธรรมเนียมฯ ที่ให้บริการเช่น ฝาก-ถอน โอนเงิน ผ่านเคาน์เตอร์และผ่านตู้ ATM การโอนเงิน
ระบบผ่านเน็ตสำหรับรายย่อย และบริการเช็คข้ามเขตทั้งหมด แม้จะยอมให้ ธ.พ. ขึ้นค่า
ธรรมเนียมจากการให้บริการที่เป็นเงินสดและเช็คก็ตาม โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าผลกระทบต่อกำไร
ของ ธ.พ. ทั้งกลุ่มจะไม่เกิน 5% ของประมาณการเดิม โดยธ.พ. ที่ได้รับผลกระทบจะอยู่ใน ธ.พ.
ที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้สุทธิรวม 5 ลำดับแรกคือ SCB, TMB, BBL, BAY,
TISCO ตามลำดับ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ ASP อยู่ระหว่างการปรับขึ้นประมาณการกำไร
ของ กลุ่ม ธ.พ. ในปี 2553 และ 2554 (ปัจจุบันคาดว่า EPS growth ของกลุ่ม ธ.พ. ในปี
2553 อยู่ที่ 9.7% และ 17% ในปี 2554) เนื่องจากแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบดีขึ้นกว่า
สมมติฐานเดิม จากความชัดเจนของผลการตัดสินคดีมาบตาพุด การลงทุนใน 3G และความคืบ
หน้าในการก่อสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ และจะปรับเพิ่ม NIM เพราะดอกเบี้ยขาขึ้นยังเอื้อ
ประโยชน์ต่อ ธ.พ. โดยส่วนรวม โดยมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิและ Fair
value 3 แห่งแรกคือ KTB, TISCO และ TCAP (ก่อนหน้านี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่ม Fair value
ของ BAY เพื่อสะท้อนการเติบโตของ NIM ภายใต้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นไปแล้ว) ในระยะ
สั้นแนะนำสะสม TCAP นอกจาก PER ต่ำสุดแล้ว ยังมี NIM สูง แต่มีสัดส่วนรายได้จากค่า
ธรรมเนียมไม่มากนัก จึงได้รับผลกระทบ จากแรงกดดันของ ธปท. น้อยสุด




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 07/09/10 เวลา 10:16:38

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น