แนวโน้มตลาดวันนี้
วันจันทร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปิดบวกเล็กน้อย ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 931.52 จุด
เพิ่มขึ้น 1.62 จุด (+0.17%) มูลค่าการซื้อขายสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีที่ 6.3 หมื่นล้านบาท นัก
ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอีก 3.3 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
924-949 นักลงทุนขายทำกำไรระยะสั้นในลักษณะเปลี่ยนกลุ่มและจากสัญญาณซื้อมากทาง
เทคนิคในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้ตลาดมีการพักตัวปรับตัวเน้นยืนแนรับ 924 S50U10
แท่งเทียนปิดเป็นโดจิดำสูงขึ้นเล็กน้อย Volume และ Indicators เพิ่มขึ้นเล็กน้อยคาดแนวโน้ม
ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ แนวต้าน 650 แนวรับ 636 (Series U หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50
ดัชนีปิดดำสูงขึ้นเล็กน้อย Volume เพิ่มขึ้นแต่ Indicators เริ่มลดลง
คาดดัชนียังปรับตัวขึ้นต่อแต่เริ่มอ่อนแรงลง กรอบแนวต้าน 652 แนวรับ 637
Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,500-18,580 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้น
ในกรอบ 18,590-18,660
กลยุทธ์ รอซื้อเก็งกำไรรอบใหม่ในกลุ่มธนาคาร TMBแนวรับ 2.44 นักลงทุนต่าง
ชาติซื้อสุทธิคาดเม็ดเงินยังคงไหลเข้าลงทุนโดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ เช่น หุ้นในโครงการมาบตา
พุด โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน PTT ถือหรือซื้อเก็งกำไรเล่นรอบ PTTEPมีโอกาสกลับตัวขึ้นรอบ
ใหญ่แนวรับ 144 BANPU AGE กลุ่มสื่อสาร DTAC แนวรับ 45-44.75 ซื้อเล่นรอบ สำหรับหุ้น
เก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น CGS BLAND หรือเลือกใน
Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ ซื้อเพิ่มกลุ่มพลังงานเมื่อปรับตัว นักลงทุนต่างชาติซื้อ
สุทธิเป็นปัจจัยบวกหลักต่อการคาดการณ์ระดับดัชนีเป้าหมายระยะกลางต่อไปที่ 949 ถือ หรือ
ขายออกบางส่วน
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนสีดำโดยราคาปิดสูงกว่าวันก่อนเล็กน้อย ปริมาณ
การซื้อขายเพิ่มขึ้นมากแต่ Indicators ลดลงเล็กน้อย เป็นสัญญาณบวกแต่ขัดแย้งกันเล็กน้อย
คาดดัชนีอยู่ในขาขึ้นต่อแต่เริ่มอ่อนแรงลง แนวรับ 928 แนวต้าน 942 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 928,
ขายบางส่วนทำกำไร
ดัชนีนิกเกอิ ผ่านแนวต้าน 9,120 และยืนได้มั่นคงแนวโน้มยังคงเป็นการเข้าซื้อคืน
โดยได้รับปัจจัยทางเทคนิคที่แสดงการกลับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 9,445 แต่ตลาดก็ยังดยมีแรง
ถ่วงจากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของการแข็งค่าของเยนต่อผลประกอบการภาคเอกชนและ
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง
ดัชนีฮั่งเส็ง ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นจากการเข้าซื้อเก็งกำไรจาก
ปัจจัยหลักทางด้านเทคนิคสัญญาณซื้อที่ 21,300 และเส้นค่าเฉลี่ยที่ตัดขึ้นสอดคล้องกัน โดยคาด
หวังการปรับตัวยืนแนวรับ 21,300 และ 21,000 ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ
โลกลดน้อยลง
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ: ADVANC (ราคาปิด 95.50 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 110) คาดจะมี
แรงซื้อเก็งกำไรมากขึ้น เนื่องจากใกล้ถึงวันประมูล 3G โดยในวันที่ 14 ก.ย.53 กทช.จะประกาศ
รายชื่อผู้มีสิทธิเข้าประมูล และจะเริ่มขั้นตอนการประมูลในวันที่ 20 ก.ย.53 ซึ่งเราคาดว่า
ADVANC จะมีโอกาสเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ 3G ขณะที่คาด
กำไร 2H53 ยังคงสดใสจากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต และการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คาดกำไรปี 53 เติบโต 12% YoY และเงินปันผลต่อปีไม่ต่ำกว่า 6.30 บาท
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
Stocks in trend
AP (ราคาปิด 6.55 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 8.50) ผู้บริหาร AP คงเป้าหมายรายได้ปี
53 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยในช่วง 2H53 จะมีการเปิดโครงการใหม่ 9 โครงการ มูลค่ารวม
2.1 หมื่นล้านบาท ส่วนใน 1H54 คาดจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่อีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 8
พันล้านบาท (ที่มา: อินโฟเควสท์)
IHL (ราคาปิด 8.10 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 10.10) ธุรกิจเบาะรถยนต์ของ IHL
ได้ผลบวก จากทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ได้แก่ หนังวัว-หนังควาย และสินค้าเคมีภัณฑ์เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการฟอกหนังทำเบาะรถยนต์
ขณะที่สัดส่วนส่งออกไปต่างประเทศมีไม่มากเพียง 10% (ที่มา: ทันหุ้น)
MBK (ราคาปิด 100 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร MBK คาดรายได้และกำไรใน
งวดปี 53/54 (ก.ค.53-มิ.ย.54) จะเติบโตขึ้นจากงวดปีก่อนราว 30% แต่ไม่รวมกำไร
จากรายการพิเศษในการขายหุ้น SCIB เช่นช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจะได้ประโยชน์จากค่า
เช่าที่มากขึ้นตามทิศทางภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ในปีนี้จะรับรู้รายได้จากโครงการพาราไดซ์
ปาร์ค ที่เพิ่งเปิดให้บริการ จะเข้ามาเต็มปีที่ประมาณ 500 ล้านบาท (ที่มา: อินโฟเควสท์)
CTW (ราคาปิด 7.80 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสายไฟฟ้า
สายโทรศัพท์ และสายเคเบิ้ล คาดจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ เช่น งานโครงการ
รถไฟฟ้า รวมทั้งโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ปัจจุบันราคาหุ้นยังซื้อขายที่ PER ไม่สูงราว 7-
8 เท่า และคาดว่ามีโอกาสที่จะกลับมาจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 53 ได้
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ อดีตผู้ช่วยรมต.พาณิชย์ของจีนเชื่อว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภคขั้นสุดท้ายอาจพุ่งสูงถึง
2.43 ล้านล้านหยวนในอีก 2 ปีข้างหน้าซึ่งจะทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอัตราการบริโภคมากที่สุด
เป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากสหรัฐ ญี่ปุ่น และเยอรมนี
+ โครงการที่มาบตาพุดที่ถูกปลดล็อกจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตเชิงพาณิชย์ภายใน 1-2
สัปดาห์นี้
+ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องวานนี้ทำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 ปีที่ 31.10 บาทต่อ
ดอลลาร์ดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าไทยต่อเนื่องและหนุนดัชนี SET
ปัจจัยลบ
- ปัจจัยการเมืองที่ยังไม่นิ่งและมีประเด็นที่ต้องจับตา อาทิ คำตัดสินของศาลรธน.ต่อคดี
ยุบ/ไม่ยุบพรรคซึ่งไต่สวนพยานครบ 4 นัดแล้ว การชุมนุมทางการเมืองในเดือนก.ย.เนื่องจาก
วาระครบรอบวันรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยมีข่าวว่ากลุ่มเสื้อแดงมีนัดชุมนุมทั้งในกทม.และ
เชียงใหม่
- นายอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานกรรมการได้ทวงถามให้รัฐบาลี้แจงถึงกรณีที่
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตัดประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเหลือ 11 โครงการ
จาก 18 โครงการเพื่อให้รัฐบาลชี้แจงเพื่อความชัดเจนและความน่าเชื่อถือจากประชาชน
- หุ้นใหญ่หลายตัว อาทิ PTT BCP RATCH KBANK BAY ฯลฯ มีกำหนดขึ้น
เครื่องหมาย XD ในวันนี้กดดัน SET INDEX
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 6-7 ก.ย. กำหนดประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
นโยบาย ขณะที่วุฒิสภาจะประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 54 ใน 2 วันนี้เช่นกัน
* 7 ก.ย. ที่ประชุมครม.จะพิจารณความร่วมมือไทย-จีนในโครงการรถไฟความเร็วสูง 2
เส้นทางได้แก่ 1) กรุงเทพฯ-ระยองและกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 2 2) กรุงเทพฯ-ชายแดน
ไทยติดมาเลเซีย
* 8 ก.ย. ปธน.โอบามาจะเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่วงเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์
เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน
* 9 ก.ย. ม.หอการค้าไทยประกาศตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ส.ค.53
* 10 ก.ย.กลุ่ม NGO เตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านการประกาศ 11 ประเภทกิจการที่อาจก่อ
ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ส่วนคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหานิคมฯมาบตาพุดมีนัด
ประชุมหารือ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street & ตลาดน้ำมัน NYMEX : ปิดทำการ เนื่องในวันแรงงานของสหรัฐ
(Labor Day )
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 07/09/10 เวลา 10:04:18
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น