กลยุทธ์การลงทุน
เชื่อว่าตลาดมีโอกาสเดินหน้าทดสอบ 932 จุด แนะนำถือหุ้น ธ.พ. ที่มี PER ต่ำสุด
(BBL, KBANK, TCAP) หุ้นสื่อสาร ที่มี upside (DTAC, ADVANC, SAMART) และหุ้นที่
มีศักยภาพการเติบโตในปี 2554 แต่มี PER ต่ำ 6 เท่า แต่จ่ายเงินปันผลสูงต่อเนื่อง (BCP) หุ้น
ที่ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าก่อสร้างรถไฟฟ้า (CK, BTS, BMCL, ITD) และหุ้นหลักทรัพย์
KGI และ BLS เพราะมี upside สูงสุดในกลุ่มฯ
จบกันเสียที ปัญหาของโรงงานที่ติดอยู่ในนิคมฯ มาบตาพุด : ซื้อ PTTCH, PTT
ปัญหาของโรงงานนิคมอุตสาหกรรมในมาบตาพุดจบแล้ว หลังจากวันที่ 31 ส.ค. 2553
ครม. มีมติเห็นชอบร่างประกาศของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เรื่องการกำหนดกรอบ
ของอุตสากรรมที่เข้าข่ายร้ายแรง 11 ประเภท (ลดลงจากเดิม 18 ประเภท) ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่า
นี้จำเป็นจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และการทำรายงานผล
กระทบต่อสุขภาพ (HIA) เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่าโรงงาน
อุตสาหกรรมที่เข้าข่ายร้ายแรง จะกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ำและกลางน้ำ ตาม
มาด้วยโรงงานถลุงแร่ หรือหลอมโลหะ และเหมืองแร่ทุกขนาด เป็นต้น และเมื่อวานนี้ศาลฯ ได้มี
คำพากษาให้โรงงาน 2 แห่งที่เข้าข่ายเป็นอุตสาหกรรมข่ายร้ายแรง และจะต้องถูกถอนใบ
อนุญาตฯ คือ 1) โรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์ และ เอทิลีน กำลังการผลิต 9.5 หมื่นต้นต่อปี ของ
บริษัท ทีโอซี ไกลคอล ซึ่ง PTTCH ถือหุ้นทั้ง 100% ซึ่งหากเทียบกับกำไรที่ PTTCH ทำได้ปี
ละ 1.4 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมาก และที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้ยังไม่ได้รับใบอนุญาต และทาง
นักวิเคราะห์ ASP ยังมิได้รวมไว้ในประมาณการของ PTTCH เลย และ 2) TPC เป็นส่วนต่อ
ขยาย VCM กำลังการผลิต 9 หมื่นตันต่อปี หรือคิดเป็น 18% ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน ซึ่ง
ส่วนขยายนี้ทาง ASP ก็ยังมิได้รวมอยู่ในประมาณการเช่นกัน โดยสรุป ผลการตัดสินของศาลฯ ที
ให้ถอนใบอนุญาตของอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายแรง ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้จะต้องกลับไป
เริ่มต้นใหม่คือ ตั้งแต่การทำ EIA และ HIA พร้อมกับการทำประชาพิจารณ์ หากทำทุกอย่างเสร็จ
สิ้นตามขั้นตอน ก็สามารถกลับมายื่นขอใบอนุญาตดำเนินการผลิตต่อไป ซึ่งแม้ทำให้โรงงาน
อุตสาหกรรม 2 แห่งนี้ต้องล่าช้าจากเดิม แต่ในที่สุดคาดว่าจะกลับมาดำเนินการผลิตได้ และที่
สำคัญ การที่ศาลฯ มีคำตัดสินชัดเจน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อตลาดหุ้น (หลังจากที่โรงงาน
อุตสาหกรรมต้องติดกับดักไม่สามารถดำเนินการใด ๆ จำนวนมากถึง 76 โรงงานเป็นเวลานาน
เกือบ 1 ปี) ประเด็นมาบตาพุด จึงไม่น่าจะมารบกวนตลาดอีก และน่าทำให้โรงงานที่พร้อม
สามารถเดินหน้าในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น โรงแยกก๊าซ 6 ซึ่งมีกำลังการผลิต 6.7 ล้านตัน หรือเพิ่ม
ขึ้น 63 % ของกำลังการผลิตปัจจุบัน ซึ่งพร้อมจะป้อนวัตถุดิบให้กับโรงงานอีกเทนแครกเกอร์
ใหม่ขนาด 1 ล้านต้นต่อปี (PTTCH ถือหุ้น 49.3%) สามารถเดินเครื่องได้ 100% จากปัจจุบันที่
เดินเครื่องเพียง 70% ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำซื้อทั้ง PTTCH และ PTT
การฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบโลก ยังเป็นเพียงเหตุการณ์ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่
วานนี้ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยปรับตัวขึ้นราว 1 เหรียญฯต่อ
บาร์เรล สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะสั้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ รายงานตัวเลขดัชนีชี้
นำเศรษฐกิจประจำเดือน ก.ค. ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดสั้งซื้อสินค้าใหม่ของโรงงาน ที่เพิ่มขึ้นเป็น
ครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และยอดทำสัญญาขายบ้าน (Pending Home Sales) ที่เพิ่มขึ้นกว่า
ตลาดคาด และเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนเช่นกัน ประกอบกับเกิดเหตุไฟไหม้ที่แท่น
ขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก และความเสี่ยงต่อพายุเฮอริเคนที่อาจส่งผลกระทบต่อโรงกลั่นใน
ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยกดดันต่อ Supply ของน้ำมันดิบโลก ซึ่งอาจจะหนุนให้หุ้น
ปิโตรเลี่ยมฟื้นตัวระยะสั้น เช่น PTTEP, BANPU แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เพราะนอกเหนือจากการว่างงานที่สูง
แล้ว ดัชนีการบริโภคภาคครัวเรือนในสหรัฐ และยอดการผลิตรถยนต์ยังคงชะลอตัว ทำให้คาดว่า
ราคาน้ำมันดิบโลกที่ฟื้นตัวจะเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ
จะติดแนวต้าน 75 เหรียญฯ
Fund Flow ยังหนุนตลาดหุ้นเอเซีย และกดดันเงินแข็งค่าต่อไป
Fund Flow ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นในภูมิภาคเอ
เซีย โดยวานนี้นังลงทุนยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องตามคาด ด้วยแรงซื้อสุทธิมากถึง 3,282 ล้านบาท
หนุนให้ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือ
เป็นจุดเริ่มต้นของ Fund Flows รอบนี้สูงถึง 2.89 หมื่นล้านบาท โดยกระแส Fund Flow ที่
ไหลเข้าดังกล่าวได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยในช่วงเดียวกัน แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเซีย
โดยแข็งค่าถึง 3.5% รองลงมาเป็นค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ที่แข็งค่า 3.4% ตามมาด้วยค่าเงิน
เยนของญี่ปุ่น 2.8% ริงกิตของมาเลเซีย 2.7% ดอลลาร์ออสเตรเลีย 2.3% และดอลลาร์สิงคโปร์
1.9% ส่วนเงินวอนของเกาหลีแข็งค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาค 1.6% ส่วนค่าเงินอื่นๆใน
ภูมิภาคค่อนข้างทรงตัว เช่น เงินรูปีย์ของอินเดีย และรูเปียะของอินโดนีเซีย ยกเว้นเพียงค่าเงิน
ดองของเวียดนามเท่านั้นที่อ่อนค่าราว 2.2% เนื่องจากค่าเงินที่ผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์ฯ โดย
การไหลเข้าของ Fund Flow ในภูมิภาคเอเซียช่วงนี้ ก็เป็นผลมาจากฤดูกาล เพราะ Fund
Flow ในอดีตมักจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. ของทุกปี (ก่อนที่ Fund
Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่ง
เป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซีย ดังนั้นฝ่ายวิจัยเชื่อมั่นว่านักลงทุนกลุ่ม
นี้จะยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อตลาดหุ้นไทยอย่างน้อยอีก 1-2 สัปดาห์ และหากประเมินความเสี่ยงต่อ
Fund Flow ที่จะไหลออกจากตลาดหุ้นไทย พบว่า ผลตอบแทนต่ำสุดในอดีตในช่วงที่มี Fund
Flow ไหลกลับออกไปนั้น นักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นราว 7% (Capital
Gain) และผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 4% ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่นักลงทุนต่าง
ชาติมีต้นทุนเฉลี่ยรอบนี้ที่ระดับดัชนี 875 จุด หรือมี Capital Gain ราว 5% ในปัจจุบัน และมีผล
ตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าราว 3.4% ในช่วงเดียวกัน นั้นหมายความว่าดัชนีมีโอกาสที่จะ
ขึ้นไปสู่ระดับ 932 จุด และค่าเงินบาทต้องแข็งค่าสู่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญฯ จึงจะถือว่าเป็น
ระดับที่มีความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกเทียบเท่าความเสี่ยงขั้นต่ำในอดีต โดย ณ ระดับดัชนีดัง
กล่าวถือว่าสอดคล้องกับดัชนีเป้าหมายที่ 932 จุด อิง PER 14 เท่า ณ สิ้นปี 2553 ฝ่ายวิจัยยัง
เชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นสู่ระดับเป้าหมายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นับจากนี้
หุ้นปันผลสูง สำหรับผลประกอบการงวด 1H53 (เฉพาะ Coverage ของฝ่ายวิจัย)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 03/09/10 เวลา 9:43:50
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น