ไม่ดีดขึ้น อาจปรับลดลงอย่างมีนัยได้
ดัชนี SET เข้าสู่สถานการณ์ราคาหุ้นที่สูงพบกับแรงซื้อต่างชาติ วานนี้ประมาณครึ่ง
ชั่วโมงก่อนตลาดปิดเมื่อผลการตัดสินกรณีมาบตาพุดเข้าสู่ตลาด ได้เกิดแรงขายอย่างแรงกด
ดัชนี SET ลงสู่จุดต่ำสุดที่ 912.45 จุด ในเวลาอันสั้นตามมาด้วยแรงซื้อตีกลับผลักดัชนี SET
ปิด +0.1% ที่ 920.54 จุด และนักลงทุนต่างชาติแสดงยอดซื้อสุทธิที่ 3.28 พันล้านบาท เราคาด
ว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงอยู่ภายใต้แรงผลักของเม็ดเงินสภาพคล่อง โดยเทคนิคแล้ว เราแนะนำให้
ดูต้านของ SET ที่ระดับ 925 จุด หาก SET สามารถยืนเหนือต้าน 925 จุดได้ อาจมีแรงผลัก
ทางขึ้นต่อเนื่องสู่ต้านที่ 940 จุด ไม่เช่นนั้น อาจได้เห็นการปรับฐานทางลงสั้นในเร็ววันนี้ได้
กลยุทธ์: หุ้นที่มีปันผลระหว่างกาลอาจยังคงมีแรงซื้อเข้ามาได้ต่อเนื่อง ขณะนี้ เรายัง
มองไม่เห็นปัจัจยใหม่สำคัญที่จะส่งผลให้เกิดแรงผลักของราคาหุ้นให้สูงขึ้นอย่างมีนัยได้ แต่ด้วย
ราคาหุ้นที่สูงนี้ อาจคาดหวังการปรับฐานทางเทคนิคได้ในไม่ช้า เราแนะนำขายหรือรอ
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและรับฟังการ
ดำเนินงานของ THAI* ว่า รัฐบาลและฝ่ายการเมืองจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานในระดับ
บริหารงานของ THAI และรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนการจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ “ไทย ไท
เกอร์” โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง THAI กับสายการบินไทเกอร์ แอร์เวย์ ของประเทศสิงคโปร์
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่
PTTEP* แจ้งความคืบหน้าเรื่องการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย จากเหตุการณ์น้ำมันและ
ก๊าซธรรมชาติรั่วไหล ในแหล่งมอนทาราPTTEP AA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTTEP บริษัทยังไม่
สามารถยอมรับข้อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายดังกล่าวได้เนื่องจากยังไม่ปรากฎหลักฐาน
ชัดเจนที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความเสียหาย แม้ว่าจะได้รับเอกสารเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย
จากเหตุการณ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติรั่วไหล ในแหล่งมอนทาราเป็นจำนวนเงินประมาณ 2.4
พันล้านเรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. แล้วก็ตาม
Moody’s เตรียมปรับอันดับอันดับความน่าเชื่อถือไทยก่อนสิ้นปีนี้ หลังจากให้แนวโน้ม
เป็น “Negative” ตั้งแต่มีการชุมนมุมและปิดสนามบินสุวรรณภูมิเดือนธันวาคม 2551 แต่
Moody’s ยังไม่สามารถกำนหดระเวลาว่าจปะหรับมุมมองได้ช่วงไหน หรือจะปรับไปในทิศทางใด
เพราะต้องขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ แต่โดยรวมต้องมีการปรับแน่นอน เพราะไม่อยากคงอันดับ
ดังกล่าวไว้นาน KGI คาดว่าภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะ
เป็นปัจจัยสำคัญที่ทั้ง Moody’s และ S&Ps จะปรับอันดับความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นจากปัจจุบัน
อยู่ที่ Baa1, Negative สำหรับ Moody’s และ BBB+, Negative สำหรับ S&Ps โดยทั้งสองมี
โอกาสที่จะปรับแนวโน้มของไทยเป็น “Stable” หรือ “Positive” ในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ถึง
ช่วงกลางไตรมาสที่ 4 และยังมีความเป็นไปได้ 70% ที่ Moody’s และ S&Ps จะปรับอันดับ
ความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นไปอยู่ที่ระดับ “A3” สำหรับ Moody’s และ “A” สำหรับ S&Ps ในช่วง
ต่อไป
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 03/09/10 เวลา 9:32:59
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น