วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/09/53

Trading Strategy
“แกว่งแต่โมเมนตัมยังเป็นบวก”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้แกว่งแต่ปิดบวก SET Index วานนี้แกว่งตัวในกรอบ 900-913 จุด และปิด
ตลาดที่ 913.19 (+3.54 จุด) หนุนโดยหุ้น Big Cap อย่าง KTB, SCC และ Mid Cap เช่น
STEC, TASCO, CK เป็นต้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2.4 พันล้านบาท ส่วน 3 กลุ่มที่เหลือ
เป็นขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส ต่างชาติและรายย่อย Net Short 446 ล้านบาท และ 54
ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนสถาบันในประเทศทำ Net Long
• ครม.อนุมัติ 11 ประเภทโครงการรุนแรงฯ...รอรับฟังคำสั่งศาลฯวันที่ 2 ก.ย.นี้ โดย
ขณะนี้ตลาดมีความคาดหวังกับผลการตัดสินในทางบวก โดยคาดว่าจะมีหลายโครงการที่ได้รับ
การปลดล็อคกลับมาดำเนินการได้ โดยเฉพาะโครงการของ PTT, PTTCH และ SCC ที่
ถูกระงับชั่วคราวอยู่ แต่ราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งลงแรงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซและ
น้ำมัน (PTTEP, PTT) รวมถึงค่าปรับกรณีน้ำมันรั่วของมอนทารายังเป็น Overhang กับ
PTTEP และกระทบมายัง PTT โดยอ้อมด้วย ดังนั้น PTTCH จะดูดีกว่าในระยะสั้น ส่วน SCC
ราคาได้ปรับขึ้นมารับข่าวดีไปมาก ดังนั้นในกลุ่มวัสดุก่อสร้างวันนี้เราจึงเลือกเป็น SCCC
• หลักทรัพย์ที่น่าสนใจวันนี้ ได้แก่ SCCC (อุปสงค์ปูนซีเมนต์ในประเทศปี 53 ขยายตัว
สูงประมาณ 10% เนื่องจากฐานของปีก่อนต่ำเพราะถูกกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่
เศรษฐกิจและการก่อสร้างในปีนี้ฟื้นตัวดี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 54 ฐานะการเงิน
แข็งแกร่ง จ่ายปันผลสูง คาด Dividend Yield เท่ากับ 5% ต่อปี ราคาเป้าหมาย 250 บาท
เทียบเท่ากับ P/E ปี 54 เท่ากับ 16 เท่า), AH (ได้รับคำสั่งซื้อจาก Mazda 2, Nissan March,
Ford Fiesta เข้ามาหนุนรายได้ตั้งแต่ 3Q53 และได้รับคำสั่งซื้อใหม่จากอีโคคาร์ของค่าย
Honda ส่วนโรงงาน Press Part ใหม่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ก.ย.53 ธุรกิจในต่าง
ประเทศ คือ มาเลเซียและจีน ทำรายได้และกำไรได้ดีขึ้น ราคาเป้าหมาย 19 บาท อิงกับ P/E ปี
54 ที่ 12 เท่า) ส่วน PTT, PTTCH, SCC, BBL, KBANK, KTB, SCB สำหรับพอร์ตเก็งกำไร
ให้พิจารณาแบ่งขายในหลักทรัพย์ที่ราคาปรับขึ้นแรง ด้าน TVO, IVL, BH, TSTH (Stop loss
ที่ 1.8), TRUE (Stop loss ที่ 6.0), BEC,MINT (Stop loss ที่ 11.5) ให้ถือต่อเมื่อ SET ยัง
ยืนเหนือ 900 จุด ด้าน SNC, TMT, DCC, MODERN เงินเย็นถือลงทุนยาวรับปันผล

Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์ทรงตัว ปิดตลาด +4.99 จุด
- ราคาน้ำมันดิบดิ่งแรง วานนี้ NYMEX –2.78 US$ มาปิดที่ 71.92 US$/bbl
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ขยับขึ้นเล็กน้อย โดยปิด 3.81 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.45 US$/bbl
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทะยานขึ้นแรง ปิดตลาด +11.60 US$ มายัง
1,250.30 US$/ออนซ์
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ทรงตัว โดยปิด +1 จุด มายัง 2713
+ ครม.อนุมัติ 11 ประเภทโครงการรุนแรงฯแล้ว...รอรับฟังคำสั่งศาลปกครองกลางคดี
มาบตาพุด 2 ก.ย.นี้
• เศรษฐกิจเดือนก.ค.53 เติบโตชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
- PTTEP : อินโดนีเซียเรียกร้องค่าเสียหายกรณีน้ำมันรั่ว 76,000 ล้านบาท...ลงทุน
เน้นซื้ออ่อนตัว
• ESSO : กระทรวงการคลังขายหุ้นให้กองทุนวายุภักษ์ 1 @ 6.50 บาท...ไม่มีผลต่อ
ปัจจัยพื้นฐานบริษัท

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, DCC, DTAC, LPN, SCCC
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : ปริมาณการขายชอร์ตน้อยมาก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ค่าลบไม่เล่น” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็นบวก
ไม่มาก (ทรงตัวเหนือ SMA 10 วัน แต่ยังมีแรงกดของสภาวะ Overbought + Divergence
และโครงสร้างขาลงระยะยาว) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นปรับขึ้นก่อนแล้วถอย
ตามมา แนวต้าน 915-920 ดัชนีเป็นลบให้ทยอยลดพอร์ต หรืออย่างช้าเมื่อหลุด 880 สำหรับ
SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม แนวต้าน 625-630 ค่าลบให้ลดพอร์ต หรืออย่างช้า
เมื่อหลุด 600 กลยุทธ์หลัก : ซื้อเก็งกำไรตามด้วยค่าบวก หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ SCB,
STEC, DCC, SCCC, BEC,BECL, PTTCH

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์ทรงตัว ปิดตลาด +4.99 จุด แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกดดันตลาด
แม้ว่ากลุ่มอุปโภคบริโภคจะดีขึ้นหลังดัชนีความเชื่อมั่นเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นเกินคาดเป็น 53.5 จาก
51.0 ในเดือนส.ค., ราคาบ้านเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 0.3%MoM ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ที่ 0.2%
MoM และดัชนีการผลิตเขตมิดเวสต์ลดลงเป็น 56.7 ในเดือนส.ค.ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์
คาดการณ์ไว้
- ราคาน้ำมันดิบดิ่งแรง วานนี้ NYMEX –2.78 US$ มาปิดที่ 71.92 US$/bbl และ
BRENT –1.96 US$ มายัง 74.64 US$/bbl โดยเป็นผลจากความวิตกกับการขยายตัวของ
เศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอลง, การปรับสถานะของกองทุนในช่วงสิ้นเดือน และคาดการณ์ว่าสต็อก
น้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐที่รายงานโดย EIA อาจจะเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล หลัง API
รายงานเมื่อวานนี้ว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ก่อน
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ขยับขึ้นเล็กน้อย โดยปิด 3.81 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.45 US$/bbl
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทะยานขึ้นแรง ปิดตลาด +11.60 US$ มายัง
1,250.30 US$/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนโยกย้ายการลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
เพราะกังวลกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปีนี้
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ทรงตัว โดยปิด +1 จุด มายัง 2713

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ ครม.อนุมัติ 11 ประเภทโครงการรุนแรงฯแล้ว...รอรับฟังคำสั่งศาลปกครองกลางคดี
มาบตาพุด 2 ก.ย.นี้วานนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับ 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบ
รุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมฯ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอแล้ว จากนี้ก็รอรับ
ฟังคำสั่งศาลปกครองกลางคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย. 53 ซึ่งขณะนี้ตลาดคาดว่าผลการตัดสิน
ของศาลฯน่าจะออกมาดี และความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วยกับ
11 ประเภทโครงการรุนแรงยังไม่มีน้ำหนักมากนัก
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : หากผลการตัดสินของศาลออกมาดีก็จะเป็นบวกกับ
PTT, PTTCH และ SCC ซึ่งมีบางโครงการของบริษัทถูกระงับโครงการชั่วคราวอยู่และจะได้รับ
การปลดล็อคให้กลับมาดำเนินการได้ รวมทั้งความชัดเจนของประเภทโครงการที่อาจส่งผล
กระทบรุนแรงฯ เป็นปัจจัยหนุนการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไปด้วย ซึ่งการขยายตัวของ
การลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเป็นผลดีกับกลุ่มนิคม
อุตสาหกรรม, วัสดุก่อสร้าง, รับเหมาก่อสร้าง และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นแหล่งเงินกู้เพื่อการลงทุน
ด้วย
• เศรษฐกิจเดือนก.ค.53 เติบโตชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีการ
บริโภคภาคเอกชนเติบโตในอัตราน้อยกว่าคาด แต่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาด
การส่งออกหดตัวเมื่อเทียบ MoM อย่างที่ประเมินไว้ ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ส่วน
เสถียรภาพทั้งในและต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี (ดูรายละเอียดได้ใน Special Issue วันนี้)
- PTTEP : อินโดนีเซียเรียกร้องค่าเสียหายกรณีน้ำมันรั่ว 76,000 ล้านบาท รมว.ขนส่ง
ของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะเรียกร้องค่าเสียหายจาก PTTEP กรณีที่มอนทาราทำ
น้ำมันรั่วไหลและได้พัดพาเข้ามาในทะเลติมอร์จำนวน 22 ล้านรูเปียห์ หรือ 2.44 พันล้านUS$
หรือราว 76,000 ล้านบาท
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : แม้เชื่อว่าค่าปรับของมอนทาราจะไม่สูงเท่ากับที่รัฐบาล
อินโดนีเซียเรียกร้อง แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าจะเป็นเท่าไร และจะต้องใช้เวลาในการหาข้อสรุปเรื่องนี้แค่
ไหน ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็น Overhang กับ PTTEP ไปอีกระยะ ประกอบกับในระยะสั้นมากยังมี
แรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งลงแรงเพราะวิตกกับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐและ
เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง การเข้าลงทุนใน PTTEP
ยังเน้นซื้อเมื่ออ่อนตัว
• ESSO : กระทรวงการคลังขายหุ้นให้กองทุนวายุภักษ์ 1 @ 6.50 บาท เมื่อวานนี้คณะ
รัฐมนตรีอนุมัติขายหุ้นที่กระทรวงการคลังถือยู่ใน ESSO จำนวน 253.75 ล้านหุ้น (7.33% ของ
หุ้นเรียกชำระแล้ว) ให้กับกองทุนวายุภักษ์ 1 ในราคาหุ้นละ 6.50 บาท เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นเพิ่ม
ทุนของ THAI
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นครั้งนี้ไม่มีผลต่อปัจจัยพื้นฐาน
ของ ESSO และราคาที่กระทรวงการคลังขายให้กับกองทุนวายุภักษ์ 1 ก็เป็นราคาใกล้เคียงกับ
ราคาที่ซื้อขายในตลาด สำหรับ ESSO ใน 1H53 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 55 ล้านบาท เพราะมี
ผลขาดทุนจากสต็อกสูง แต่คาดว่าจะดีขึ้นใน 2H53 สำหรับ BVS ณ สิ้นมิ.ย.53 อยู่ที่ 6.69 บาท
จุดเด่น คือ จ่ายปันผลสูง โดยคาดการณ์ Dividend Yield ปี 53 เท่ากับ 6% แต่ข้อจำกัด คือ
บริษัทไม่มีแผนขยายกำลังการผลิตทำให้การเติบโตจะไม่มากในระยะยาว



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 14:00:54

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น