วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53

กลยุทธ์การลงทุน
คาดดัชนีมีโอกาสแตะ 932 จุด ใน 1-2 สัปดาห์ ยังแนะนำหุ้นใหญ่ในกลุ่ม ธ.พ. โดย
เฉพาะ PER ต่ำสุด (BBL, TCAP) หุ้นสื่อสารที่มี upside (DTAC, ADVANC, SAMART)
หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตในปี 2554 PER ต่ำ 5-6 เท่า มีเงินปันผลต่อเนื่อง (BCP) รวมถึงหุ้น
ที่ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ เอื้อต่อโดยรถไฟฟ้าทั้งบนดิน
(BTS) และใต้ดิน (BMCL) และ SIAM ซึ่งล่าสุดนักวิเคราะห์ ASP ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ
เพราะเป็น Turnaround Stock

เชื่อว่า ADVANC จะได้ใบอนุญาต 3G จาก 1 ใน 2 ใบ (N-1) เพราะมีผู้ยื่นฯ เพียง 3 ราย
แม้ก่อนหน้านี้มีผู้แสดงความจำนงในการขอซองประมูล 3G หลายราย ทั้งผู้ประกอบ
การ 2G เดิมคือ ADVANC, DTAC, TRUE และ ผู้ประกอบการสื่อสารอื่น SIM (MVNO ผ่าน
โครงข่าย 3G ของ ทีโอที), JAS (Internet Boardband/โครงข่าย ICT), LOXEY
(Internet Boardband) และ Millcon System แต่ปรากฏว่าหลังวันปิดรับซองประมูลวานนี้ มี
ผู้ยื่นซองประมูลเพียง 3 รายเท่านั้น คือ ADVANC, DTAC, TRUE ส่วนผู้ประกอบการรายอื่น
ๆ เป็นเพียงไม้ประดับเท่านั้น ทั้งนี้ 1 ในเงื่อนไขสำคัญของการประมูล 3G ได้กำหนดใบอนุญาต
ที่ N-1 นั้นหมายความว่า รอบแรกนี้จะมีผู้ชนะการประมูลเพียง 2 รายเท่านั้น ส่วนใบอนุญาตที่
เหลืออีก 1 ใบ จะต้องรอการประมูลรอบหน้า ซึ่งคาดว่า อีก 3 เดือน หลังจากวันสิ้นสุดการประมูล
รอบแรก ขณะที่เงินประมูลครั้งถัดไป กำหนดขั้นต่ำจากราคาชนะประมูลต่ำสุดในครั้งแรก เป็นตัว
ตั้งต้น ซึ่งในมุมมองของฝ่ายวิจัย เชื่อมั่นว่าผู้ที่มีความพร้อมที่สุดยังเป็น ADVANC (ซื้อ
FV@B118) โดยเฉพาะหากพิจารณาฐานะทางการเงิน พบว่าแข็งแกร่งสุด เพราะนอกจากมี
Net Gearing ต่ำสุดเพียง 0.32 เท่า ยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) ปีละ
กว่า 46 หมื่นล้านบาท เทียบกับเงินลงทุนในการประมูล + เงินลงทุนในโครงข่าย (Capex) ใน
ช่วง 3 ปีแรกราว 6 หมื่นล้านบาท จึงสามารถใช้เงินทุนหมุนเวียนภายในได้เกือบทั้งหมด โดย
อาจมีการกู้ยืมบ้างในปีแรกๆ (30% ของเงินลงทุน) ส่วนใบอนุญาตอีก 1 ใบรอบนี่ จะต้องลุ้น
ระหว่าง DTAC กับ TRUE แต่ฝ่ายวิจัยยังเชื่อมั่นน่าจะเป็น DTAC(FV@B58) เพราะมีฐานะ
การเงินแข็งแรงมากกว่า ขณะนี้แทบไม่มีหนี้สินเลย (Net Gearing 0.08 เท่า) และยังมี
EBITDA ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพียงพอต่องบเงินลงทุน 3G ในช่วง 3 ปีที่ราว 5.4 หมื่นล้าน
บาท แม้อาจต้องกู้ยืมบ้างในปีแรก ๆ (ราว 50% ของเงินลงทุน) ขณะที่ TRUE มี Net
Gearing สูงสุดที่ 6.3 เท่า ขณะที่มี EBITDA ทั้งกลุ่มปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท (TRUE
Move/True Online/True Vision สัดส่วน 36:50:14) เทียบกับเงินลงทุน 3G ราว 3 หมื่นล้าน
บาท คาดว่า TRUE ยังจำเป็นต้องเพิ่มทุนบ้างบางส่วน ขณะที่ SCB เสนอตัวให้การสนับสนุน
TRUE ในการเข้าร่วมการประมูล 3G เต็มที่ จึงต้องลุ้นกันว่าจะเป็น DTAC หรือ TRUE ที่จะ
ได้ใบอนุญาตในรอบแรก แต่เชื่อว่าทุกรายจะได้ใบอนุญาตตามต้องการ แต่รายที่ 3 อาจจะต้องรอ
ไปอีก 3 เดือน อาจจะทำให้การรับรู้รายได้จาก 3G ต้องเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง

SAMART น่าจะเป็นผู้ให้บริการ MVNO โดยใช้โครงข่ายผู้ชนะการประมูลรอบนี้รายใดรายหนึ่ง
ดังที่กล่าวแล้วตลอดช่วงที่ผ่านมาว่าผู้ประกอบการสื่อสารรายเล็กอื่น ๆ เป็นเพียงไม้
ประดับ ไม่มีความพร้อมในการให้บริการ 3G เต็มรูปแบบ ยกเว้นการเป็นผู้ประกอบการเสมือน
ให้บริการ 3G โดยการเช่าโครงข่าย 3G จากผู้ประกอบการหลักรายใดรายหนึ่ง ที่ชนะการ
ประมูล 3G ในรูป MVNO (Mobile Virtual Network Operators) เพราะ กทช. ได้เปิดช่อง
ให้ผู้ประกอบการ 3G จะต้องยินยอมให้ผู้ประกอบการรายย่อยใช้โครงข่ายร่วม (โดยต้องกันไว้
ราว 40% ของกำลังการให้บริการ โดยได้รับค่าเช่า/ส่วนแบ่งรายได้) โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการใน
รูปแบบ MVNO โดยการเช่าโครงข่าย 3G กับทีโอทีแล้วคือ 5 รายคือ SIM, 365
Communication, Loxley, IEC และ M Consult Asia ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการกว่า 1 แสน
ราย ซึ่งในจำนวนนี้น่าจะเป็นของ SIM เป็นส่วนใหญ่คือ ราว 80% แต่ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับโครง
ข่ายของ ทีโอที ซี่งวานนี้ทาง SAMART ซึ่งถือหุ้นใน SIM ราว 58% เปิดเผยว่าพร้อมขยาย
บริการ MVNO เต็มรูปแบบ เพราะนอกจากใช้เงินลงทุนน้อย (ระบบ Call Center และ
Billings) เป็นการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มฯ ที่ให้บริการสื่อสารครบวงจร ในปัจจุบันคือ 1) ช่องทาง
จำหน่ายผ่าน I-mobile ช็อป จำนวน 230 สาขา เครือข่ายตัวแทนกว่า 3 พันจุด เครือข่าย
ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ 7-eleven กว่า 2 พันสาขาทั่วประเทศ 2) ความพร้อมในการนำเสนอ
ผลิตภัณฑ์มือถือ I-Mobile ในระบบ 3G ที่มีคุณภาพ ซึ่งในปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดในการ
จำหน่ายมือถือสูงถึง 35% 3) ความพร้อมในการนำเสนอ Content ที่สร้างเสริมบริการที่โดด
เด่น แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ และ 4) ความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตร จะนำไปสู่การขยาย
ผลและต่อยอดธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การให้บริการ International Roaming อีกทั้ง
ในปัจจุบัน SAMART ยังถือหุ้น 72% ใน SAMTEL(FV@B12.7) ซึ่งให้บริการงานประมูลติด
ตั้งระบบโครงข่ายและสารสนเทศ โดยสรุปทำให้ SAMART(FV@B11.50) เป็นอีกบริษัทหนึ่ง
ที่มีความพร้อมให้บริการ MVNO และเป็นผู้ให้บริการ ICT ครบวงจร

Fund flow ยังหนุน SET คาดจะเห็น SET ที่ 932 จุด ภายใน 1-2 สัปดาห์
Fund Flow ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในตลาดเอเซีย โดยคาดหมายว่าจะเห็น Fund
Flow เข้ามาต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. (ก่อนที่ Fund Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.ย. –
ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นอื่น
ๆ ในภูมิภาคเอเซีย โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นเอเซีย
1,220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับที่ซื้อสุทธิ 975 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ในสัปดาห์ที
ผ่านมาพบว่ามียอดซื้อสุทธิใน 3 ประเทศหลักคือ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และวานนี้ พบ
ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซียอย่างต่อเนื่องเกือบ 105 ล้านเหรียญฯ
โดยเป็นการกลับมาซื้อทุกตลาด จากที่มีการรายงานข้อมูลออกมาทั้งสิ้น 4 แห่ง นำโดยตลาดหุ้น
ไทยราว 35.4 ล้านเหรียญฯ รองลงมาเป็นไต้หวัน 32.6 ล้านเหรียญฯ เกาหลีใต้ 31.3 ล้าน
เหรียญฯ และอินดนีเซีย 5.39 ล้านเหรียญ ซึ่งแรงซื้อที่เข้ามาสูงสุดในตลาดหุ้นไทยวานนี้ น่าจะ
สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนกลุ่มนี้ต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และ
แรงซื้อที่เข้ามาก็หนุนให้ยอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ถึง ปัจจุบันสูงถึง
2.13 หมื่นล้านบาทไปแล้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ยรอบนี้ที่ระดับดัชนี 871 จุด หรือมี Capital Gain
ราว 4.36% ในปัจจุบัน และหากรวมผลตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าราว 3.16% ในช่วง
เดียวกัน นักลงทุนต่างชาติจะมีผลตอบแทนสุทธิราว 7.52% ยังน้อยกว่าผลตอบแทนต่ำสุดในอดีต
ในช่วงที่มี Fund Flow เข้าและกลับออกไป ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากตลาด
หุ้นราว 7% (Capital Gain) และผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 4% ดังนั้นหากเรา
ประเมินความเสี่ยงจาก Fund Flow ไหลออก เท่าระดับผลตอบแทนต่ำสุดในอดีตของนักลง
ทุนกลุ่มนี้ ดัชนีควรขึ้นไปสู่ระดับ 932 จุด และค่าเงินบาทต้องแข็งค่าสู่ระดับ 31 บาทต่อ
เหรียญฯ ซึ่ง ณ ระดับดัชนีดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับ ดัชนีเป้าหมายที่ 932 จุด อิง PER 14
เท่า ณ สิ้นปี 2553 ฝ่ายวิจัยจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะมีโอกาสขึ้นสู่ระดับเป้าหมายได้ภายใน 1-2
อาทิตย์ นับจากนี้

แนะนำ SIAM ในฐานะเป็น Turnaround STOCK
งวดบัญชีสิ้นสุด มิ.ย.2553 (ไตรมาส 4 ของ SIAM) รายกำไรปกติ 54.27 ล้านบาท
ซึ่งเป็นการกลับมากำไรครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส และทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลราวทั้งปี
2553/2554 หุ้นละ 0.02 บาท ขณะที่คาดหมายว่าปี 2554/55 จะทำกำไรปกติได้ 217 ล้าน
บาท เทียบกับที่ขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 12 ล้านบาทในปี 2553/54 หรือทำให้หุ้นมีค่า
PER 8 เท่า ขณะที่มี PBV 0.6 เท่า จึงเป็นหุ้น Turnaround ที่น่าลงทุน โดยกำหนด Fair
Value โดยใช้ Adjusted PBV 1 เท่า (ตัดรายการ ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มเพื่อความ
อนุรักษ์นิยม ออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) จะอยู่ที่ 3.95 บาท มี upside 36%



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:48:59

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น