ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (+) ลุ้นมาบตาพุดอีกครั้ง “รายชื่อประเภทกิจการร้ายแรงจะเสนอครม.วันนี้”
• (+) กลุ่ม G-3 ส่งสัญญาณอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบนำโดย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น คาดส่งผลค่าเงิน
สกุลเอเชียแข็งค่าเทียบสกุลหลัก
• (-) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย สหรัฐฯ คาดชะลอตัว
• (+) คงคำแนะนำซื้อต่อ เน้นหุ้นกลุม่ Domestic Play เป้าหมาย 915-920 จุด
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway Up
คาดดัชนีฯ Sideway Up แนวต้าน 913-915จุด แนวรับ 902/897จุด หุ้นแบงก์ และหุ้น
เชื่อมโยงกับมาบตาพุด (PTTCH PTT SCC TTCL GLOW) นำตลาดข่าวดี 1.ต่างชาติยังคง
ถือหรือซื้อเพิ่มตลาดหุ้นในเอเชีย จากแนวโน้มสกุลเงินยังคงแข็งค่าเทียบสกุลหลัก 2.การปรับ
เพิ่มเป้าหมายดัชนีฯของไทย รอยเตอร์โพล มองเป้าปีนี้ 925 จุด(สูงขึ้นกว่าผลสำรวจสมาคมนัก
วิเคราะห์เมื่อเดือน กค.ที่ 849 จุด) ส่วน CL เพิ่มเป้นหมายเป็น 1200 จุด 3.ประเด็นมาบตาพุด
ใกล้มีความชัดเจนปัจจัยลบ : 1.ตัวเลขการผลิตและการค้าเดือนกค.ชะลอลง m-m 2.บาง
โบรกเกอร์ต่างชาติ (Deutsche Bank AG) เริ่มมองหุ้นเอเชียแพง และแนะนำ ขายล๊อกกำไร
3.หุ้นเก็งกำไรกลุ่มสื่อสาร จบการแรลลี่หลังมีผู้ประมูล3G เพียง 3 รายจากยื่นซื้อซอง
ประมูล 20 ราย
ภาพตลาด1-2 สัปดาห์: (Update) คงแนะนำ สะสมเมื่ออ่อนตัว กลุ่มนิคมฯ ขนส่งรับเหมา
สื่อสาร และเพิ่มเก็งกำไรกลุ่มบลูชิพ แบงก์ พลังงาน ปิโตรฯ สัปดาห์นี้ คาดดัชนีฯจะแรลลี่ขึ้นไปที่
บริเวณ 915-920 จุดหรือสูงกว่า
กลยุทธ์วันนี้ : Accumulate Buy
วานนี้-BBL TISCO KK BAY KTB ฯลฯ “Flows-เข้า” หลัง CLSA ปรับราคาเป้าหมาย
ขึ้นสุดโต่ง ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารฯร่วงยกแผง หลังออกข่าวจำนวนผู้ประมูลเหลือ 4 ราย และ
คุณสมบัติไม่ผ่าน 1 ราย และ หุ้นสื่อสารฯตัวเล็กถอนตัววันนี้- แนะนำ PTTCH(ประเด็นมาบตาพุ
ตชัดเจน+ราคาเอธิลีนฟื้นตัว) KTB(Laggard Play จากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐสูงขึ้น )
หุ้นเด่นวันนี้ : 1. หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ แบงก์ พลังงานและปิโตรฯ Domestic Play เป็นกลุ่ม
นำตลาด จากการซื้อเพิ่มของนักลงทุนต่างชาติ KBANK PTT PTTCH BANPU SCC IVL
ADVANC CPALL 2.หุ้นมีประเด็นบวก/Laggard Play เช่นTMB TRUE AMATA MINT
MAJOR ITD HEMRAJ RCL SAT THAI AOT TUF
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค KTB TTW BAY TRC CK MLINK KMC /กทช. เผย
มียื่นซองประมูล 3G จำนวน 4 ราย แต่คุณสมบัติไม่ผ่าน 1 ราย
*รายงานของ CNS วันนี้: AP(Re-initial Coverage: Buy TP ) SSI(Company
update : LT Positive) Weekly Commodity(Buy PTTCH)
ปัจจัยและประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาด
1.ปัจจัยบวก :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1. มาบตาพุด-วันนี้เสนอครม.พิจารณา ประกาศประเภทกิจการรุนแรง และ กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะออกประกาศต่อไป /คาดเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นที่เชื่อม
โยง ได้แก่ PTT PTTCH SCC GLOW TTCL
2. โพลรอยเตอร์ เผยผลสำรวจเป้าหมายดัชนีฯปีนี้ ที่ 925 จุด และเป้าหมายปีหน้า ที่
1,050 จุด โดยปัจจัยสนับสนุน คืออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศที่สูงกว่าคาด การส่งออก
ที่แข็งแกร่ง และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค โดยคาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่
31 บาท ต่อดอลล์ และปีหน้า 30.0 บาท ต่อดอลล์ / เราเห็นว่า ผลสำรวจรอยเตอร์ ถือว่าสูงกว่าที่มี
การสำรวจจากสมาคมเมื่อกลางเดือน กค.ที่ 849 จุดสะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดหุ้นที่
เป็นบวกมากขึ้น แม้ว่าจะมี Upside ไม่สูงมากนักจากระดับดัชนีฯปัจจุบัน แต่ เราเชื่อว่าเป้า
หมายดัชนีฯสิ้นปีมีโอกาสที่จะดีกว่าตลาดคาด (เราคาดกรณีที่สภาพคล่องยังไหลเข้าต่อเนื่อง จนมี
การ re rate PE ที่ 15 เป้าหมายดัชนีฯปีนี้จะอยู่ที่ 977 จุด) โดยปัจจัยหนุน คือ การเพิ่มการอัด
ฉีดสภาพคล่องรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และNomura มองว่าดุลบัญชีฯของประเทศใน
เอเชียที่ยังคงแข็งแกร่งและการค้าระหว่างภูมิภาคที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย (รวมไทย) ยังเป็น
ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นพัฒนาฯ
3. Nomura’s Chief Strategist “Sean Darby” มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย
จาก “De-coupling theme” และแนะนำประเด็นการลงทุน
3.1 “Greater China” ได้แก่ กลุ่ม Soft commodity, หุ้นที่เชื่อมโยง กับเงินเฟ้อในจีน
(น้ำท่วม พื้นการเกษตรเสียหายเป็นอย่างมากในปีนี้) และกำลังซื้อจากชาวจีนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น
อย่างมาก จากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนโครงสร้างค่าแรง ส่วนหุ้นที่เชื่อม
โยง ได้แก่ TVO STA UVAN CPF HANA CCET MINT
3.2 “Asia trade recovery” หุ้นที่เชื่อมโยงกับการค้าในภูมิภาคแนะนำ RCL THAI
3.3 “การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)” ที่จะมีเพิ่มขึ้นเนื่องจากธุรกิจในเอเชียส่วนใหญ่มี
สถานะการเงินแข็งแกร่ง และปัจจุบันมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ (จูงใจให้เข้าซื้อกิจการที่มีปัญหา)
แนะนำ BANPU MINT TUF PTT
4. CLSA ปรับเป้าดัชนีฯปีหน้า 1,200 จุด พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายหุ้นกลุ่มแบงก์ขึ้น
โดยกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มกำไรเติบโตโดดเด่นในปีหน้าตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และคาด
ราคาหุ้นจะมีการ Re-rate ขึ้นตามผลการดำเนินงาน โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ดังต่อไปนี้ BBL
222 บ. KTB 20 บ. KBANK 160 บ. SCB 135 บ. TCAP 50 บ. KK 43.3 บ. TISCO 32.3
บ. BAY 20.5 บ และปรับ TMB ลง เหลือ 1.65 บ.
5. XD บจ.ที่น่าสนใจ 31 สค. BLA 0.20 บ. KH 0.10 บ. / 1 กย. PTTCH 1.45บ. 2 กย.
EGCO 2.50บ. IRPC0.08บ. SCB 1.0 บ. ASP 0.07บ.
6. วันนี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจไทย MPI และจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ ท่อง
เที่ยว แบงก์ชาติจะรายงานดัชนีฯชี้วัดภาคการผลิต (MPI) ซึ่งคาดว่าจะยังแสดงตัวเลขที่มีการ
ขยายตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว (แนะนำเก็งกำไร BGH MINT TICON HEMRAJ)
7. Moodys เตรียมเดินทางมาไทย 24-25กย.นี้เพื่อเก็บข้อมูล คาดส่งสัญญาณดีขึ้นจาก
เชิงลบ เป็น บวก จากปัจจุบันที่ระดับ Baa1 ส่วนสถาบันจัดอันดับเครดิต S&P จะเข้ามาประเมิน
ปลายปีนี้
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1) วานนี้ BoJ ประชุมฉุกเฉินก่อนกำหนด และตัดสินใจเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่
ระบบ (ทำ QEเพิ่มเติมตามคาด) โดยขยายวงเงินในโครงการปล่อยกู้แก่ภาคธนาคารในอัตรา
ดอกเบี้ยคงที่ ที่ระดับต่ำ จาก 20ล้านล้านเยน เป็น 30 ล้านล้านเยน เพื่อรอการใช้มาตรการเชิง
รุกเพิ่มเติม เมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้ที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจที่เปราะบาง พร้อมทั้งมีมติให้คง
ดอกเบี้ย 0.1% นอกจากนี้ ยังได้ตั้งกองทุนปล่อยกู้ระยะเวลา 6 เดือนนอกเหนือไปจากกองทุน
ระยะ 3 เดือนที่ดำเนินการอยู่แล้ว สำหรับวงเงิน 30 ล้านล้านเยนนั้น เป็นกองทุนปล่อยกู้ระยะ
เวลา 6 เดือน จำนวน 10 ล้านล้านเยน ขณะที่ครม.ญี่ปุ่นมีมติออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
จำนวน 9.20แสนล้านเยน โดยจะมีการประกาศรายละเอียดในวันที่ 10 กย.
2) จีนอาจจะปล่อยให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น (แข็งค่า) ก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่การคลัง
G20 วันที่ 4-5 กย.ที่เกาหลีใต้ โดยสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการในนามกลุ่ม G20 ระบุว่าจีน
ดำเนินการคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการอนุญาตให้หยวนปรับตัวเร็วขึ้น และต้องการเร่งรัด
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นก่อนการประชุมผู้นำ G20 ในเดือน พย.นี้
2.ปัจจัยลบ :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ส่งสัญญาณชะลอตัวใน 2H10 วันที่ 31 ส.ค. ตลาดคาด ธปท. จะ
รายงานว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน ก.ค. +13.3% y-y (แต่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับ มิ.
ย.= +21.3%) และไทยจะรายงานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวน -$645mn / 1 ก.ย. ตลาด
คาด Headline CPI แผ่วลงเหลือ +3.2% yy ในเดือน Aug-10 แต่ Core CPI เร่งขึ้น 1.3%
y-y
2) ธปท.เตรียมหามาตรการป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท (การแทรกแซงจะส่งผลให้การ
แข็งค่าของเงินบาทเทียบสกุลหลักมีจำกัด และอาจนำไปสู่การขายทำกำไรระยะสั้น) โดยให้
ธนาคารฯต้องส่งข้อมูลการซื้อขายเงินตราตปท.ล่วงหน้า วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านดอลล์สหรัฐฯ รอบสุด
ท้ายเป็นเวลา 16.30 น จากเดิม 17.30 น.และออกแบบสอบถามถึงระดับเงินบาทที่ทำให้ธุรกิจ
อยู่ไมได้ด้วย
3) ดอกเบี้ยขาขึ้น คาดธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.10-0.20% ตามกนง.สัปดาห์
นี้ คาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา จะส่งผลบวกระยะสั้นต่อหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ แต่ส่งผลลบต่อ
กลุ่มที่มีภาระดอกเบี้ยสูง
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1. Deutsche Bank AG ระบุในรายงานกลยุทธ์ ว่าตลาดหุ้นเอเชียแพงเมื่อเทียบกับ
ตลาดหุ้นภูมิภาคอื่นโดยระบุด้วยว่าราคาหุ้นกลุ่มที่มี Downside risk คือ กลุ่มสถาบันการเงิน
และ กลุ่มอสังหาฯ โดยปัจจัยลบ คือแนวโน้มกำไรที่ลดลง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกใน
ครึ่งหลัง
2. ตลาดฯหันมาลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น EPFR รายงานการเคลื่อนไหวเงินลง
ทุนรายสัปดาห์ถึง 25สค. พบว่ากองทุนในต่างประเทศลดการถือครองหุ้น โดยมีการถอนเงินลง
ทุน US$7.1พันล้าน ขณะที่กองทุนพันธบัตรมีเงินลงทุนไหลเข้า US$5.2 พันล้าน และ Money
market มีเงินไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ในรอบ5 สัปดาห์ โดยกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่
ทั่วโลกมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ US$322 ล้าน ซึ่งเป็นยอดต่ำสุดนับตั้งแต่กระแสเม็ดเงินไหลเข้า
เริ่มขึ้นเมื่อ 13 สัปดาห์ก่อน กองทุนหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก โดยมีเม็ด
เงินไหลออก US$289 ล้าน กลุ่มกองทุนในละติน อเมริกาและยุโรป, ตะวันออกกลาง และ
แอฟริกา ดึงดูดเงินทุนได้รายละน้อยกว่า US$40 ล้าน
3. สหรัฐฯ สัปดาห์นี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจจะยังคงรายงานตัวเลขอ่อนแอลง: US 31 สค.
ราคาบ้านโตแผ่วลงPending home sale ลดลง m-m เป็นเดือนที่ 3 และ 1 กย. ดัชนีด้านภาค
การผลิตและบริการ (ISM) อ่อนตัวลงและวันศุกร์ตัวเลขการจ้างงานคาดอ่อนแอลง
4. บาร์เคลย์ ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2010 เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล จากเดิม 82
ดอลล์/บาร์เรลแบ่งเป็นปรับลดคาดการณ์สำหรับไตรมาส3/10 8 ดอลล์เป็น 76 ดอลล์/บาร์เรล
และไตรมาส4/10ลดลง 9 ดอลล์ เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล และปรับลดปี 2011 เป็น 85 ดอลล์/
บาร์เรล จากเดิม 92 ดอลล์/บาร์เรล เป็นผลจาก ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ปรับสูงขึ้น และการฟื้น
ตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้า และกระทบต่ออุปสงค์ชะลอตัว ส่วนคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้
2010 ของรอยเตอร์ จาก 31 นักวิเคราะห์ นักการธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่
78.63 ดอลล์/บาร์เรล เทียบกับปัจจุบันที่เฉลี่ย 76ดอลล์/บาร์เรล และ 83.84 ดอลล์/บาร์เรล
สำหรับปี 2011 โดยมีการปรับลดคาดการณ์ลงเป็นเดือนที่ 4ติดต่อกัน
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:29:10
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น