Trading Strategy
“ยืนเหนือ 900 ได้ก็ Follow ต่อ”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้ปรับขึ้นต่อตามคาด SET Index วานนี้ทะยานขึ้นต่อ 9.28 จุด มายัง 909.65
มูลค่าซื้อขาย 4 หมื่นล้านบาท นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์, วัสดุก่อสร้าง, ปิโตรเคมี และ
พลังงานในกลุ่มก๊าซและน้ำมัน ส่วนกลุ่มสื่อสารมีการขายทำกำไรหลังยื่นซองประมูลธุรกิจ 3G
ในวันนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.1 พันล้านบาท, สถาบันในประเทศพลิกเป็นซื้อสุทธิ 962
ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 465 ล้านบาท ส่วนรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส ต่างชาติ
Net Short 616 ล้านบาท สถาบันในประเทศ Net Short 714 ล้านบาท ส่วนรายย่อย Net
Long
• ครม.พิจารณาโครงการรุนแรงฯวันนี้...ลุ้นกรณีมาบตาพุด 2 ก.ย.นี้ ในวันนี้
คณะรัฐมนตรีจะพิจารณา 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ ที่กระทรวงทรัพยากร
ธรรมชาติฯเสนอ และหลังจากนั้นในวันที่ 2 ก.ย.ศาลปกครองกลางจะตัดสินคดีมาบตาพุด ซึ่ง
ปัจจุบันมีโครงการถูกระงับชั่วคราวอยู่ประมาณ 50 โครงการ
• แต่...สิ่งที่กังวลคือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วยกับ
11 ประเภทโครงการรุนแรง โดยถ้าการต่อต้านไม่มีน้ำหนัก ก็คาดว่าจะเห็นการตัดสินของศาลฯ
ในทางที่เป็นบวก โดยเฉพาะกับ PTT, PTTCH และ SCC ซึ่งมีบางโครงการของบริษัทถูกระงับ
โครงการชั่วคราว รวมเป็นปัจจัยหนุนตลาดในระยะต่อไปด้วย แต่หากการต่อต้านรุนแรงมากก็อาจ
นำไปสู่การเลื่อนตัดสินของศาลปกครองกลางในคดีมาบตาพุด (ศาลฯนัดรับฟังคำสั่งวันที่ 2
ก.ย.นี้) และทำให้ตลาดอาจมีการปรับฐานได้
• หลักทรัพย์ที่น่าสนใจ...เลือกเป็นหุ้นพื้นฐานที่ราคา Laggard ได้แก่ KTB (ได้รับ
ประโยชน์จากความคืบหน้าในการลงทุนภาครัฐ มีฐานเงินฝากที่แข็งแกร่งจากข้าราชการและ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ และราคาหุ้นปรับขึ้นน้อยกว่าแบงค์ใหญ่ด้วยกันทั้ง BBL, KBANK, SCB
โดยราคาพื้นฐานที่ 15.30 บาท มี Upside จากราคาปิดวานนี้ 16%), TVO (ธุรกิจ 2H53
มีแนวโน้มดีขึ้น จากราคาถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น อุปสงค์กากถั่วเหลืองในประเทศ
แข็งแกร่งเพราะธุรกิจอาหารขยายตัวดีมาก ทำให้ความต้องการใช้กากถั่วเหลืองเพื่อเป็นอาหาร
สัตว์สูงขึ้นด้วย บริษัทเปิดดำเนินการโรงงานใหม่กำลังการผลิต 2 พันตันต่อวันตั้งแต่ 3Q53 เป็น
ต้นไป และได้รับประโยชน์จากเงินบาทแข็ง เพราะนำเข้าสุทธิ จ่ายปันผลน่าประทับใจ คาด
Dividend Yield ปี 53-54 เท่ากับ 6% และ 7% ตามลำดับ ให้ราคาพื้นฐาน 27.25 บาท) ส่วน
PTT, PTTCH, SCC, BBL, KBANK, SCB ถือโดยต้องติดตามประเด็นเรื่องการประกาศ
โครงการรุนแรงฯและคดีมาบตาพุดอย่างใกล้ชิด สำหรับ IVL, BH, ROJNA, TSTH (Stop
loss ที่ 1.8), TRUE (Stop loss ที่ 6.0), BEC, MINT (Stop loss ที่ 11.5) ให้ถือต่อเมื่อ
SET ยังยืนเหนือ 900 จุดได้ ด้าน SNC, TMT, DCC, MODERN เงินเย็นถือลงทุนยาวรับปัน
ผล หลักทรัพย์ที่แนะนำให้หาจังหวะขายทำกำไร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปรับขึ้น ได้แก่
HEMRAJ, KCE, ITD, PTL,MAJOR
Key Drivers :
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 140.92 จุด หรือ –1.39% นักลงทุนกลับมากังวลกับการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจหลังการแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโอบามา
- ราคาน้ำมันดิบลดลง วานนี้ NYMEX –0.47 US$ มาปิดที่ 74.70 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ดิ่ง โดยปิด 3.45 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 4.15
US$/bbl
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ขยับขึ้นเล็กน้อย ปิดตลาด +1.30 US$ มายัง
1,239.20 US$/ออนซ์
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ไม่มีรายงานเพราะตลาดปิดทำการ
• วันนี้ (31 ส.ค.) ครม.จะพิจารณาประเภทโครงการรุนแรงฯ & ศาลปกครองกลางนัด
รับฟังคำสั่งเรื่องมาบตาพุด 2 ก.ย.นี้
•/- แต่...สิ่งที่กังวลคือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วย
กับ 11 ประเภทโครงการรุนแรง
• แบงค์ชาติประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค.53 ในวันนี้
• กทช.เปิดเผยว่ามีเอกชนยื่นซองประมูลธุรกิจ 3G ทั้งหมด 4 ราย แต่เอกสารไม่
ครบ 1 ราย...ในการประมูลรอบแรกจะมี 2 รายที่ได้ใบอนุญาต ที่เหลืออีก 1 รายต้องประมูลใน
รอบที่ 2 อีกครั้ง
Top Picks – ส.ค.53 : DTAC, KCE, SCB, THAI, TVO, MODERN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : ปริมาณการขายชอร์ตน้อยมาก
วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ซื้อค่าบวก, ลบหยุด, หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันเลิก
(ต่อ)” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็นบวกแต่น้อยลง (ทรงตัวเหนือ SMA 10 วัน แต่ยังมีแรงกด
ของสภาวะ Overbought +Divergence และโครงสร้างขาลงระยะยาว) ความน่าจะเป็นของ
ตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นปรับขึ้นก่อนแล้วถอยตามมาแนวต้าน 915-920 ดัชนีเป็นลบให้ทยอยลด
พอร์ต หรืออย่างช้าเมื่อหลุด 880 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวมแนวต้าน 620-
630 ต่ำกว่า 600 ให้ลดพอร์ตตาม กลยุทธ์หลัก : ซื้อเก็งกำไรตามด้วยค่าบวก หุ้นเด่นทางเทคนิค
วันนี้ คือ BAY, TTCL, CK, KEST, BTS, IVL, TMT, NBC
ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 140.92 จุด หรือ –1.39% นักลงทุนกลับมากังวลกับการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจหลังการแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโอบามา โดยนักวิเคราะห์มองว่าใน
แถลงการณ์ไม่ได้บ่งชี้ถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนั้นยังรอดูข้อมูล
ภาคการผลิต บริการ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์นี้
- ราคาน้ำมันดิบลดลง วานนี้ NYMEX –0.47 US$ มาปิดที่ 74.70 US$/bbl และ
BRENT –0.05 US$ มายัง 76.60 US$/bbl เพราะนักลงทุนยังวิตกกับการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจสหรัฐ
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ดิ่ง โดยปิด 3.45 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 4.15
US$/bbl
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ขยับขึ้นเล็กน้อย ปิดตลาด +1.30 US$ มายัง
1,239.20 US$/ออนซ์
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ไม่มีรายงานเพราะตลาดปิดทำการ
ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
• วันนี้ (31 ส.ค.) ครม.จะพิจารณาประเภทโครงการรุนแรงฯ & ศาลปกครองกลางนัดรับ
ฟังคำสั่งเรื่องมาบตาพุด 2 ก.ย.นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเสนอประเภท
กิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 31 ส.ค.53 โดยจะมีจำนวน
ประเภทน้อยกว่าที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้เสนอมา คือ 18 ประเภทโครงการ (คาดว่าจะเหลือ
เป็น 11 ประเภท) และศาลปกครองกลางนัดรับฟังคำสั่งคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.53 ซึ่งขณะนี้
มีโครงการที่ถูกระงับชั่วคราวอยู่ประมาณ 50 โครงการ
•/- แต่...สิ่งที่กังวลคือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วย
กับ 11 ประเภทโครงการรุนแรง โดยถ้าการต่อต้านไม่มีน้ำหนัก ก็คาดว่าจะเห็นการตัดสินของ
ศาลฯในทางที่เป็นบวก โดยเฉพาะกับ PTT,PTTCH และ SCC ซึ่งมีบางโครงการของบริษัท
ถูกระงับโครงการชั่วคราว รวมเป็นปัจจัยหนุนตลาดในระยะต่อไป แต่หากการต่อต้านรุนแรงมากก็
อาจนำไปสู่การเลื่อนตัดสินของศาลปกครองกลางในคดีมาบตาพุด และทำให้ตลาดอาจมีการปรับ
ฐานได้
• แบงค์ชาติประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค.53 ในวันนี้ ทีมกลยุทธ์ Retail คาดว่า
การบริโภคและการลงทุนในประเทศเดือนก.ค.53 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกขยายตัว
สูงเมื่อเทียบ YoY แต่จะหดตัวเมื่อเทียบ MoM การเติบโตของสินเชื่อชะลอลงเนื่องจากมีการ
ชำระคืนเงินต้นกันมาก แต่คาดว่าจะกลับมาเติบโตในระยะต่อไปเพราะความต้องการใช้สินเชื่อ
เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเพื่อลงทุนของ Corporate และ SMEs มากขึ้น ส่วนเสถียรภาพ
ทั้งในและต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี
• กทช.เปิดเผยว่ามีเอกชนยื่นซองประมูลธุรกิจ 3G ทั้งหมด 4 ราย แต่เอกสารไม่ครบ
1 ราย จึงเหลือผู้ประมูลที่มีเอกสารครบ 3 ราย และกทช.จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติการ
ประมูลในวันที่ 14 ก.ย.53 และเปิดซองประมูล 20 ก.ย.53
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : คาดว่าผู้ที่ยื่นเอกสารครบและน่าจะผ่านคุณสมบัติในการ
ประมูลธุรกิจ 3G คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ต จะเป็นผู้ประกอบการ 2G รายใหญ่เดิม คือ
ADVANC, DTAC และ TRUE ซึ่งตามเกณฑ์การออกใบอนุญาตล็อตแรกจะเป็น N-1 ทำให้
1 ใน 3 รายนี้จะหลุดการประมูลในรอบแรก แต่สามารถเข้าประมูลในรอบที่ 2 หลังจากประมูล
รอบแรกไปแล้ว 90 วัน ทั้งนี้ในตลาดคาดการณ์กันว่า TRUE อาจจะหลุดในการประมูลรอบ
แรกเพราะฐานะการเงินอ่อนแอกว่า ADVANC และ DTAC แต่ก็ยังเชื่อว่า TRUE จะประมูลได้
ในรอบที่ 2 ดังนั้นหากราคาหุ้นอ่อนตัวลงแรงก็เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 15:03:56
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น