วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

แนวโน้มตลาดวันนี้
วันทำการสุดท้ายของไตรมาสที่ 3 ปี 53 ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าบวกต่อ
ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 975.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.65 จุด(+0.58%) มูลค่าการซื้อขาย
ปานกลางหนาแน่นปานกลางที่ 3.7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
อีก 3.3 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวน
ในกรอบ 960 - 979 และมีโอกาสที่จะผ่านแนวต้าน จากปัจจัยบวกเงินไหลเข้าซื้อหุ้น
ขนาดใหญ่ และความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจไทยหลังธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะการ
ผลิตภาคอุตสาหกรรม แต่โดยภาพรวมยังคงเติบโตในเกณฑ์สูงและมั่นใจว่า แรงส่งที่
ดีในครึ่งปีแรก จะช่วยหนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี S50Z10 แท่งเทียนปิดขาว
สูงขึ้นเล็กน้อย Volume ลดลงเล็กน้อย แต่ค่า Indicators ยังเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณ
บวก คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อแต่เริ่มอ่อนแรงลง แนวต้านที่ 682 แนวรับที่ 669
SET50 ดัชนีปิดขาวสูงขึ้น Volume ลดลง แต่ Indicators ปรับตัวสูงขึ้น
คาดดัชนียังปรับตัวขึ้นต่อตาม Trend line กรอบแนวต้านที่ 678 แนวรับที่
665 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,810-18ม970 GFZ10 เก็ง
กำไรระยะสั้นในกรอบ 18,900-19,000
กลยุทธ์ หุ้นขนาดใหญ่หรือBig Cap. ได้ปัจจัยบวกจากแรงซื้อนักลงทุนต่าง
ชาติ และการคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส
3 ที่กำลังจะประกาศออกมา โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารถือหรือปรับตัวเป็น
จังหวะเข้าซื้อเล่นรอบระยะสั้น SCB KBANK BBL หรือเข้าซื้อเก็งกำไร TMB กลุ่ม
พลังงานยังมีแนวโน้มกลับตัวขึ้น กลุ่มโรงกลั่น PTTAR TOP สำหรับหุ้นเก็งกำไรทาง
เทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น KSL MAJOR หรือเลือกใน Stocks
in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวปิดสูงขึ้นต่อเนื่อง Indicators เพิ่มขึ้น
แต่ปริมาณการซื้อขายลดลงมาก คาดการณ์ดัชนียังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตาม
Trend Line มีโอกาสทดสอบแนวต้านที่ 979 แนวรับ ที่ 970 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 970
ถือเพื่อรอขาย
ดัชนีนิกเกอิ แนวโน้มดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบยืนแนวรับ 9,300
และมีโอกาสที่จะกลับตัวขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะ
ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป และทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดมากขึ้น
หากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ว่าหน่วยงานกำกับ
ดูแลด้านการธนาคารของจีนอาจจะปรับเพิ่มอัตราขั้นต่ำที่ธนาคารต่างๆต้องกันสำรอง
ไว้เป็น 15% จากเดิม 10% ส่งผลให้ระดับดัชนีสร้างไม่สามารถสร้างจุดสูงขึ้นได้ต่อ
เนื่อง และมีโอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 22,200
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)

หุ้นแนะนำพิเศษ : CPN (ราคาปิด 30.25 แนะนำซื้อ เป้าปี 54 ที่ 38.40) ราย
ได้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงการใน
อนาคตที่อยู่ระหว่างพัฒนา 6 โครงการ ทำให้พื้นที่ค้าปลีกให้เช่ารวมมีแนวโน้มเพิ่ม
ขึ้น 31% จาก 9.7 แสนตรม. ในปี 53 เป็น 1.27 ล้านตรม. ในปี 56 เราคาดกำไรปกติปี
53 (ไม่นับรวมรายการพิเศษที่เป็นกำไรจากการขายสาขาปิ่นเกล้า 3.2 พันล้าน
บาท) ยังเติบโตได้ 14% จากปี 52 และคาดจะเติบโตต่อเนื่องอีกราว 18% ในปี 54
(Analyst -วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)

Stocks in trend
แนะนำ ซื้อ PTTEP, PTTCH จะได้ประโยชน์สูงสุดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัว
เพิ่มขึ้น โดยวานนี้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.11 ดอลลาร์ (+2.7%) ปิด
ที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล
HANA (ราคาปิด 25.50 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสมตาม
Consensus 34) ผู้บริหาร HANA คาดผลประกอบการ 3Q53 สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ต่อจาก 2Q53 หลังคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังการผลิตใน 3Q53
เพิ่มขึ้นเป็น 95% จากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 80% ขณะที่ HANA ระบุยังไม่ได้รับผล
กระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการทำสัญญา
ประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว รวมทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้นคาดว่าจะช่วยชด
เชยอัรากำไรที่อาจลดลงในอนาคตได้ (ที่มา: ทันหุ้น)
CTW (ราคาปิด 8.05 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่าย
สายเคเบิ้ล สายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ คาดจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็ง
ค่า เนื่องจากต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบหลักทองแดงและอลูมิเนียม ขณะที่คาดว่าจะได้
รับผลบวกจากการลงทุนของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า รวมทั้งงานโครงการด้าน
ไอที โดยมีฐานลูกค้าหลักของภาครัฐได้แก่ กฟผ., กฟน. และทีโอที เป็นต้น
(ที่มา: ทันหุ้น)
TPOLY (ราคาปิด 2.14 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร TPOLY คาดผล
ประกอบการในปี 53 ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่มีกำไร 36 ล้านบาท (EPS 0.10
บาท) เนื่องจากจะมีการรับรู้รายได้จากงานที่ยื่นประมูลตั้งแต่ช่วงต้นปี 53 เข้ามามาก
ขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 53 ที่ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY ขณะที่
คาดใน 4Q53 จะได้งานใหม่เพิ่มอีกราว 1 พันล้านบาท ซึ่งส่งผลให้สิ้นปี 53 จะมี
งานในมือที่ 4 พันล้านบาท (ที่มา: ข่าวหุ้น)
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)

ปัจจัยบวก
+ สหรัฐรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส จากการปรับเพิ่มการประเมิน
GDP ในช่วง 2Q53 เป็น 1.7% จากเดิมที่ 1.6% และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน
รายสัปดาห์ลดลง 16,000 รายแตะ 453,000 ตำแหน่งมากกว่าที่คาดว่าจะลดลงแตะ
460,000 รายสะท้อนว่าตลาดแรงงานฟื้นตัวปานกลาง ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
(PMI) ในภาคการผลิตของเขตชิคาโก เดือนก.ย. พุ่งขึ้นแตะระดับ 60.4 จุด จาก
56.7 จุดในเดือนส.ค. มากกว่าที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 55.9 จุด
+ จีนเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในเดือนก.ย.อยู่ที่
ระดับ 53.8% เพิ่มขึ้น 2.1%MoM
+ ญี่ปุ่นรายงานยอดการเริ่มสร้างบ้านในเดือนส.ค.พุ่งสูงเกินคาด 20.5% จาก
ที่พุ่งขึ้น 4.3% ในเดือนก.ค.และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10.2%
+ เยอรมนีรายงานอัตราว่างงานเดือนก.ย.ลดลงแตะ 7.2% จากระดับ 7.6%
ในเดือนส.ค. จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช่วยหนุนให้ภาวะตลาดแรงงานให้ดีขึ้น
+ ธปท.แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.53 ว่า เศรษฐกิจโดยรวมยัง
คงขยายตัวดี แม้อัตรการขยายตัวเริ่มชะลอตัวลงตามการขยายตัวของการส่งออกที่
ชะลอตัวลงแต่การท่องเที่ยว การบริโภค และภาคเอกชนยังขยายตัวดี ทั้งนี้ความเชื่อ
มั่นต่อภาคธุรกิจเดือน ส.ค.ที่ 50.3% และอยู่ที่ระดับ 56.7% ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
ถือว่าอยู่ในระดับสูง และหนุนการลงทุนช่วงต่อไป

ปัจจัยลบ
- ธนาคารกลางไอร์แลนด์อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคาร Anglo Irish
Bank และสถาบันการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้วงเงินใช้จ่ายในมาตรการช่วยเหลือ
ธนาคารในไอร์แลนด์พุ่งขึ้นแตะที่ 3.4 หมื่นล้านยูโร (4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่ง
จะส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณขยับขึ้นเป็น 32% ของ GDP จากเป้าเดิมที่
11.75% และสูงกว่าข้อบังคับของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่
เกิน 3% ของ GDP
- ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยุโรปกลับมาอีก ล่าสุดมูดี้ส์ได้ประกาศ
ลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของรัฐบาลสเปนลงสู่ Aa1 จาก AAA จากแนว
โน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรค
ปชป. การออกกม.นิรโทษกรรม และความพยายามป่วนเมืองด้วยการวางระเบิดตามที่
ต่าง ๆ และขู่วางระเบิดสถานที่สำคัญ
- กลุ่ม NGO ยังปักหลักชุมนุมคัดค้านประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่
นิคมฯมาบตาพุด

ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 1 ต.ค. ก.พาณิชย์ของไทยจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) และ
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ในเดือน ก.ย.53 และวันนี้เป็นวันนัดไต่สวนครั้ง
สุดท้ายกรณีส.ส. และ ส.ว. ถือหุ้นสัมปทานของรัฐและถือหุ้นในกิจการสื่อจากพยาน
7 บริษัทได้แก่ DTAC, MCOT, JAS, GLOW, SCC, SCCC และบมจ.พีทีเอ
คอนสตรัคชั่น ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนส.ค.และดัชนีความเชื่อมั่น
ขั้นสุดท้ายเดือนก.ย.
* 3-6 ต.ค. นายกฯ จะเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 (ASEM 8) ที่
ประเทศเบลเยี่ยม
* 4-5 ต.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำหนดประชุมซึ่งคาดกันว่าจะพิจารณาใช้
มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเงินทุนในตลาดการเงินในภาวะ
การแข็งค่าของเงินเยน และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)

Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์ลดลง 47.23 จุด จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดย
เฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลง 47.23 จุด จากแรงขายทำ
กำไรของนักลงทุน ทั้งนี้ในช่วงเช้าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเนื่องจากได้แรง
หนุนจากการปรับเพิ่มตัวเลข GDP ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.7%
จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิด
เผยตัวเลขการว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวลดลง16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 453,000
ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 460,000 ราย อย่างไรก็
ตามดัชนีปรับตัวลดลงและปิดตลาดในแดนลบเนื่องจากถูกกดดันจากแรงขายทำกำไร
ของนักลงทุนโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง
47.23 จุด หรือ 0.44% ปิดที่ 10,788.05 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 3.53 จุด หรือ
0.31% ปิดที่ 1,141.20 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 7.94 จุด หรือ 0.33% ปิดที่
2,368.62 จุด

ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 2.11 เหรียญขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้นแรงต่อ
เนื่องอีก 2.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในแนวโน้ม
เศรษฐกิจและดีมานด์พลังงานมากขึ้น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ปรับเพิ่ม
การประเมินตัวเลขจีดีพีขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ปี เป็นขยายตัว 1.7% จากที่
ประเมินไว้ครั้งก่อนว่าขยายตัวเพียง 1.6% นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิด
เผยตัวเลขการว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวลดลง16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 453,000
ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 460,000 ราย ทำให้ปิด
ตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 2.11
ดอลลาร์ ปิดที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุง
ลอนดอนส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์ปิดที่ 82.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:37:42

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น